
เศรษฐกิจลุ้นการเมืองจบแบงก์ห่วงหนี้เน่ารายย่อยพุ่ง
คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน วุฒิสภา จัดสัมมนาผลกระทบวิกฤตการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 8เม.ย.นี้ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านเศรษฐกิจมาร่วมเปิดเผยข้อมูล โดย กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่ยืดเยื้อและหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน วุฒิสภา จัดสัมมนาผลกระทบวิกฤตการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 8เม.ย.นี้ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านเศรษฐกิจมาร่วมเปิดเผยข้อมูล โดย กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่ยืดเยื้อและหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
“เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารโลกก็ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยลงเหลือ 3% นับว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่ 4.9% เวียดนามที่ 5.5% ทั้งที่ศักยภาพเศรษฐกิจไทยควรเติบโตได้มากกว่านี้” กิริฎา กล่าว
การที่มีหนี้ครัวเรือนสูงทำให้เป็นข้อจำกัดต่อการบริโภค ขณะที่เงินในโครงการรับจำนำข้าวอีก 1 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลค้างจ่ายให้ชาวนา หากเบิกได้ถึงมือชาวนาก็จะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้อีก 1%
อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกเป็นห่วงปัญหาการเมืองในประเทศจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว 5-10 ปีมากที่สุด ที่ผ่านมาตั้งแต่มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้น รัฐบาลที่เข้ามาบริหารเน้นแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมาก ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ จะพบว่าการส่งออกที่ชะลอตัวลงมาจากการที่ประเทศไทยผลิตสินค้าที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้
ปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช.เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้อีกครั้ง จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโต 34% เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบปัญหาทางเมือง การที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ตามคาดการณ์หรือไม่อยู่ที่การส่งออก
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัย 4 ด้าน คือ รัฐบาลรักษาการไม่สามารถเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จากเดิมคาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท จากโครงการ 2 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ จะมีเงินลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท การอนุมัติงบลงทุนปี 2557 สะดุด และการจัดทำงบประมาณ ปี 2558 ต้องเลื่อนออกไป ผลจากการใช้กรอบงบประมาณเดิมไปก่อนจนกว่าจะพิจารณางบประมาณปี 2558 ได้ ทำให้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ การอนุมัติงบจะหายไป 1 แสนล้านบาท
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลง โดยคาดว่ายอดนักท่องเที่ยวจะลดดลง 5 แสนคน กระทบรายได้กว่า2.53 หมื่นล้านบาท คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้จะต่ำกว่าเป้าหมายจาก 28 ล้านคน เหลือ 27.5 ล้านคน
นายปรเมธี ยังพบว่า ผลจากการเมืองกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้การลงทุนหดตัวและการบริโภคของประชาชนลดลง ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะขยายตัวต่ำกว่าช่วงน้ำท่วมในปี 2553
ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า จำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าเป็นห่วง เป็นผลมาจากธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งได้เข้าไปดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด มีการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสีย
ทั้งนี้ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ช่วยยืดเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้และพยายามทำทุกอย่างไม่ให้เป็นหนี้เสียอย่างดีที่สุด จนทำให้เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีลดลง 4,000 ล้านบาท เหลือ 1.93 แสนล้านบาท อยู่ที่ 2.1% ในปี 2556 จาก 1.97 แสนล้านบาท อยู่ที่ 2.4% แต่ในปีนี้ ถ้าไม่สามารถช่วยให้เอสเอ็มอีกลับมาปกติได้ คงหนีไม่พ้นที่เอ็นพีแอลในเอสเอ็มอีต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน
ธวัชชัย กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าไทยจะมีรัฐบาลใหม่เมื่อใด แต่ปีนี้เศรษฐกิจไทยคงไม่สามารถพึ่งพาการใช้จ่ายและลงทุนในประเทศได้ ดังนั้นไทยต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการส่งออกตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเจาะตลาดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 11.8% จาก 5%
หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ก็มีเอกชนขนาดกลางเริ่มออกไปลงทุน มีทั้งไปตั้งฐานการผลิตตามชายแดนหรือในต่างประเทศ สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังขยายตัวคือกลุ่มนี้







