
ปลดล็อก"แหล่งทุนทางเลือก"ทำธุรกิจแบบไม่ง้อแบงก์
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สถาบันการเงินหรือธนาคาร นับเป็นแหล่งเงินกู้ยอดฮิตของนักธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สถาบันการเงินหรือธนาคาร นับเป็นแหล่งเงินกู้ยอดฮิตของนักธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะไม่เพียงแต่ให้วงเงินในการกู้ยืมที่ค่อนข้างสูงแล้วยังมีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมกว่าแหล่งอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม การขอสินเชื่อจากธนาคารก็แลกมาด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและแนวโน้มที่จะถูกปฏิเสธได้สูงเช่นกัน เพราะในสายตาของธนาคารนั้น ธุรกิจขนาดเล็กมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวและผิดนัดชำระหนี้สูง
แต่ใช่ว่าเงินกู้จากธนาคารจะเป็นแหล่งทุนสุดท้ายของธุรกิจเสมอไป เพราะในปัจจุบันแหล่งเงินทุนมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยหากผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จาก “แหล่งทุนทางเลือก” ธุรกิจก็สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน
ดังกรณีของ สตีเวน บลัสสเตน และเพื่อนซี้สมัยมหาวิทยาลัย 3 คน วัย 27 ปี จากเมืองออสติน มลรัฐเทกซัส ของสหรัฐ ที่พยายามเปิดกิจการขายของเล่นสุนัขเมื่อปี 2012 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเสียที เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน หลังถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งบลัสสเตนและพ้องเพื่อน ได้รู้จักกับแหล่งทุนทางเลือกที่มีชื่อว่า “สินเชื่อแฟกเตอริ่ง”หรือการนำลูกหนี้การค้าของกิจการ (อินวอยส์)มาขายให้กับบริษัทที่รับทำหน้าที่เป็นแฟกเตอร์ โดยทางบริษัทแฟกเตอร์จะจ่ายเงินให้ก่อนโดยหักเงินจากมูลค่าอินวอยส์ราว 10-20% เปิดทางให้ผู้ประกอบการได้รับเงินก้อนแรกอยู่ที่ราว 80-90% ของอินวอยส์ โดยไม่ต้องรอจนครบกำหนดการชำระเงินซึ่งอาจอยู่ประมาณ 6090 วัน ซึ่งเท่ากับว่า ผู้ประกอบการจะมีเงินทุนหมุนเวียนในระหว่างที่รอลูกค้าชำระเงินซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องแก่ธุรกิจได้เป็นอย่างดี
“แม้การทำแฟกเตอริ่งจะมีต้นทุนที่สูง โดยเราถูกหักเงินจากมูลค่าอินวอยส์สูงถึง 15% ของมูลค่าอินวอยส์ แต่นั่นก็ช่วยทำให้บริษัทมีสภาพคล่องหมุนเวียนครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละวันได้ขณะรอลูกค้าชำระหนี้ เพราะไม่เช่นนั้น ธุรกิจเราอาจหยุดชะงักลงเพราะไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะนำสินค้าออกสู่ตลาดได้” บลัสสเตน กล่าว
หลังจากธุรกิจเริ่มไปได้สวย บลัสสเตนก็สามารถยุติการใช้บริการแฟกเตอริ่งและหันมาระดมทุนผ่านเพียร์ทูเพียร์แทน จนในปัจจุบัน ไพรด์ไบท์ส สามารถส่งสินค้าไปยังร้านค้าปลีกทั่วอเมริกาเหนือมากกว่า 3,100 แห่งทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ที่สุดแล้วการขอสินเชื่อจากธนาคารจะยุ่งยากและอาจถูกปฏิเสธได้ง่าย แต่สำหรับ เอมี คาซซาร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท มัลติไฟแนนซ์ ผู้ให้บริการคำปรึกษาด้านการเงินแก่เอสเอ็มอี มองว่าหากเจ้าของธุรกิจสามารถ “ลดความเสี่ยง” ของตัวเองให้มากที่สุด ความเป็นไปได้ในการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารก็เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
ดังกรณีของ เบคกี ซินติ สาวใหญ่มะกัน วัย 42 ปี ที่ลาออกจากการเป็นลูกจ้างในร้านหนังสือมานานกว่า 20 ปี เพื่อทำตามความฝันเปิดร้านหนังสือเล็กๆ ของตัวเอง ทว่าเจ้าตัวกลับถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าช่วงเวลานั้นสภาพเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากภาวะถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 มาแล้วก็ตาม เพราะแบงก์ต่างมองว่า ธุรกิจร้านหนังสือของซินติมีความเสี่ยงล้มเหลวสูง
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ซินติเปลี่ยนทิศทางการขอสินเชื่อจากแบงก์จากเดิมเพื่อไปเปิดร้านหนังสือโดยเริ่มต้นจากศูนย์ มาเป็นการเซ้งกิจการร้านหนังสือต่อจากเจ้าของเดิม ธนาคารก็อนุมัติเงินกู้อย่างง่ายดาย จนสามารถเปิดร้าน “เจนทลี ยูส บุ๊ก” และมีลูกจ้างถึง 9 คนได้ในที่สุด
“กรณีของซินตินั้น ธนาคารมองว่า เป็นการปล่อยกู้เพื่อลงทุนในธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานดีและมั่นคงอยู่แล้ว ไม่ใช่การปล่อยกู้เพื่อลงทุนในสิ่งที่ต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งสัดส่วนการขอสินเชื่อก็ลดลงเหลือเพียง 1.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 4.95 ล้านบาท) จาก 2 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 6.6 ล้านบาท)อีกด้วย” คาซซาร์ อธิบาย







