
ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมโจทย์ท้าทายศูนย์กลางอาเซียน
หลังเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะพื้นที่กว่า 150 ไร่ ในเขต ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมบางปู
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
หลังเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะพื้นที่กว่า 150 ไร่ ในเขต ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมบางปู ได้ทำให้ประเด็นขยะหรือกากอุตสาหกรรมกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณะอีกครั้ง เพราะบ่อขยะเจ้าปัญหาเป็นบ่อขยะชุมชน แต่พบว่ามีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้ง จนกระทรวงอุตสาหกรรมต้องมีคำสั่งด่วนให้หน่วยงานในสังกัดเร่งหาทางแก้ไขปัญหานี้
“วิฑูรย์ สิมะโชคดี” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีคำสั่งล่าสุดให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อขยะทั้งบ่อขยะชุมชนและบ่อขยะอุตสาหกรรม เพื่อเก็บข้อมูลปริมาณขยะให้ตรงความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อใช้เป็นฐานในการกำกับดูแลโรงงานและวางระบบการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม
พร้อมกับตรวจโรงงานรับบำบัดและกำจัดกากอุตสาหกรรมทุกประเภท ทั้งประเภทโรงงานขยะ 1,855 แห่ง แบ่งเป็นโรงงานลำดับที่ 101 โรงบำบัดน้ำเสีย/ของเสียรวม 141 แห่ง เตาเผาขยะ ประเภทโรงงาน 105 โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 1,268 แห่ง และประเภทโรงงาน 106 โรงงาน รีไซเคิลขยะ 446 แห่ง โดยเฉพาะโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) แล้ว แต่ยังไม่แจ้งเปิดดำเนินกิจการตามกำหนด หรือไม่ได้ดำเนินการตามที่อนุญาต โดยต้องส่งข้อมูลปัญหาทั้งหมดภายในวันที่ 30 เม.ย.
“โรงงานขยะที่สร้างปัญหาให้เกิดการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้ง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ได้ ร.ง.4 แต่ไม่ดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาต ซึ่งจากการตรวจหากพบการทำผิดก็จะดำเนินการทันที คือ ปรับ 2 แสนบาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” วิฑูรย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามเข้มงวดแต่จะเห็นว่าการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และปัญหานี้จะเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายประเทศไทย ที่วางเป้าหมายจะเป็นฐานศูนย์กลางฐานผลิตภาคอุตสาหกรรมของภูมิภาค โดยเฉพาะหลังการรวมตัวของประชาคมอาเซียน เพราะการเป็นศูนย์กลางนั่นหมายถึงการสร้างขยะปริมาณมหาศาลตามมา
แต่ปัจจุบันกลับพบว่า การดูแลกากอุตสาหกรรมยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายจุดที่เป็นจุดอ่อน เปิดช่องให้มีการลักลอบทิ้งกากมีการทำลายโดยวิธีไม่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่บทลงโทษผู้กระทำผิดที่ถือว่าไม่เด็ดขาดและรุนแรง คือ ปรับ 2 แสนบาท หรือจำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งแม้ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวคิดที่จะแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มโทษให้หนักขึ้นเป็นปรับ 1.5 ล้านบาท หรือจำคุกมากกว่า 2 ปี แต่ “ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” อธิบดีกรมโรงงานฯ ก็ระบุว่า เรื่องนี้คงออกมาไม่ง่ายนัก เพราะเป็นการแก้กฎหมายที่ต้องนำเข้าสภา อย่างน้อยๆ อาจจะต้องใช้เวลา 45 ปี
อธิบดีกรมโรงงานฯ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยส่วนใหญ่ผู้ตรวจสอบจะเป็นเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดที่มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณงาน เช่น จ.สมุทรปราการ ที่มีเจ้าหน้าที่ 6 คน ต้องดูแลโรงงานหลายพันแห่ง และเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งงานการอนุญาตและการตรวจสอบ ขณะที่การลักลอบก็จะเกิดขึ้นในช่วงนอกเวลาทำการของเจ้าหน้าที่ เช่น กลางคืน
ส่วนที่กระทรวงมีแนวคิดที่จะออกกฎกระทรวงเพื่อบังคับให้รถขนกากอุตสาหกรรมทุกคันต้องติดระบบจีพีเอส เพื่อติดตามว่ามีการนำรถออกนอกเส้นทางหรือไม่ จากปัจจุบันบังคับเฉพาะรถขนย้ายขยะอันตรายรวมถึงการติดระบบอาร์เอฟไอดี เพื่อตรวจสอบว่ามีการไปเปิดขยะทิ้งในที่ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่นั้น ระบบก็จะดูแลได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ระบบก็ยังมีช่องให้เกิดการลักลอบได้
“ด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตอนนี้ไม่มีทางดูแลได้ทั่วถึง หรือแม้จะมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็คงไม่สามารถนั่งเฝ้าทุกโรงงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะติดจีพีเอสหรือระบบอาร์เอฟไอดี แต่หากบริษัทที่รับขนย้ายกากอุตสาหกรรมร่วมมือกับโรงงานที่รับกากไปบำบัดหรือฝังกลบก็มีช่องให้ลักลอบได้ โดยโรงงานรับบำบัดก็แจ้งระบบว่ารับกากแล้วแต่ไม่ได้มีการบำบัดหรือฝังกลบจริง จากนั้นรถขนย้ายกากก็สามารถปิดระบบจีพีเอสติดตามแล้วนำกากไปลักลอบไปทิ้งที่ต่างๆ รวมถึงบ่อขยะชุมชนได้”
ณัฐพล กล่าวว่า แม้จะไม่สามารถจัดการปัญหาได้ครอบคลุม แต่จุดที่ กรอ. สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันดูแลได้คือ การเข้าไปดูปลายทาง คือตรวจสอบเข้มงวดกับโรงงาน ที่ขยะทั้งบำบัด คัดแยก ฝังกลบ และรีไซเคิล ปัจจุบันมีจำนวนมากที่ได้ใบอนุญาต แล้วดำเนินงานไม่ได้ตามที่ได้รับอนุญาต แต่ถือใบอนุญาตไว้เพื่อรับประโยชน์จากบริษัทผู้รับขนย้ายกาก
แต่การจะตรวจสอบให้ลงลึกจริงต้องถึงขั้นเข้าไปดูกระแสเงินเข้าบริษัทรับบำบัดกากอุตสาหกรรมว่าตรงกับจำนวนเงินที่โรงงานต้นกำเนิดกากว่าจ้างหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันการเก็บข้อมูลของทางการไม่สามารถลงลึกได้ขนาดนั้นและไม่ชัดเจนว่ากฎหมายจะเปิดให้ทำได้หรือไม่
ช่องว่างต่างๆ ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แม้จะเพิ่มความเข้มงวดแต่ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจะยังมีให้เห็น เพราะแนวโน้มกากอุตสาหกรรมไม่ได้ลดลง แต่กลับจะเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยข้อมูลจากการประเมินของกระทรวงอุตสาหกรรม ประเทศไทย จะมีขยะอุตสาหกรรม 49.6 ล้านตันต่อปี เป็นขยะไม่อันตราย 45.7 ล้านตัน และขยะอันตราย 3.9 ล้านตัน โดยในนี้เป็นกากอุตสาหกรรมจากนิคมฯ ต่างๆ ที่สามารถทราบปริมาณและนำของเสียเข้าระบบได้ทั้งหมด จำนวน 7.1 ล้านตัน เป็นของเสียไม่อันตราย 5.5 ล้านตัน และของเสียอันตราย 1.6 ล้านตัน
ส่วนที่เหลือเป็นกากอุตสาหกรรมที่เกิดจากโรงงานที่อยู่นอกนิคมฯ ที่ปัจจุบันก็ยอมมีการแจ้งเข้าสู่ระบบประมาณ 70% ที่แม้จะมีการเข้าระบบก็ยังมีการลักลอบทิ้งซึ่งจะมีต้นทุนถูกกว่าการส่งไปกำจัดแบบถูกต้อง ส่วนอีก 30% ที่ไม่เข้าสู่ระบบก็ยังควบคุมไม่ได้
หากประเทศไทยจะยังผลักดันตัวเองไปสู่การเป็นศูนย์กลางฐานผลิตของอาเซียน ขยะอุตสาหกรรมเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายไม่อาจมองข้าม ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดแรงต้านจากประชาชนจนขัดขวางการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเอง







