
‘ไทยประกัน’ทิ้งแบรนด์เก่า
รับยุคยึดพลังคนเป็นศูนย์กลาง2เดือนแรกเบี้ยรับรวมโต12%
รับยุคยึดพลังคนเป็นศูนย์กลาง2เดือนแรกเบี้ยรับรวมโต12%
ไทยประกันชีวิตลุยรีแบรน ดิ้งครั้งใหญ่ เข้าสู่ยุคกำลังคนเป็นศูนย์กลางเต็มสูบ
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า วันที่ 7 เม.ย. 2557 บริษัทปรับรูปลักษณ์โลโก้ใหม่ให้ตอบโจทย์ทิศทางของแบรนด์ โดยโลโก้ใหม่ออกแบบและจัดวางอักษรคำว่า “ไทยประกัน” ให้มีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นคำที่คนทั่วไปมักนิยมใช้เรียกชื่อบริษัท เพื่อสร้างการจดจำได้ง่าย พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยเส้นสีแดง รวมถึงปรับลดโทนสีจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีเซรูเลี่ยน บลู (Cerulean Blue) ซึ่งจะทำให้แบรนด์ดูทันสมัย มีชีวิตชีวา มีความเป็นมิตร เพิ่มพลังแห่งความคิดสู่เป้าหมายเดียวกัน
นอกจากนี้ ได้ปรับรูปทรงโลโก้จากสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งแสดงถึงการพุ่งไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างมีทิศทาง โดยโลโก้ใหม่ไม่มีสัญลักษณ์ช้างสามเศียร หรือช้างเอราวัณ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2513 หรือ 44 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเปลี่ยนสโลแกนของบริษัทเป็น “คิด เคียงข้าง ทุกชีวิต” จาก “ชีวิตคนไทยต้องคนไทยดูแล” เพื่อสะท้อนการเป็นเพื่อนคู่คิดที่น่าไว้วางใจ สามารถฝากชีวิตและอนาคตได้ ซึ่งบริษัทมุ่งผลักดันให้ตัวแทนเป็น Life Partner หรือหุ้นส่วนชีวิต ที่สามารถวางแผนการดูแลเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้เอาประกันในทุกช่วงของชีวิตและทุกสถานการณ์
นายไชย กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนค่านิยม โลโก้ พันธกิจ และวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ เพื่อก้าวสู่การดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับคนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นที่จะบุกเบิกธุรกิจประกันชีวิต ด้วยศักยภาพทางความคิด
สำหรับการให้บริการลูกค้ามีการเปิดศูนย์บริการลูกค้าตามศูนย์การค้าและช็อปปิ้งมอลล์ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้เวลาในศูนย์การค้ามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องการทำธุรกรรมต่างๆ ภายในจุดเดียว นอกเหนือจากการเปิดสาขาในพื้นที่ต่างๆ ส่งผลให้เป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีสาขาให้บริการมากที่สุด จำนวน 310 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ
ทั้งนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยรายงานว่า 2 เดือนแรก บริษัทไทยประกันชีวิต เบี้ยปีแรก 2,075.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เบี้ยต่ออายุ 6,071.1 ล้านบาท อัตราการต่ออายุ 83% เบี้ยชำระครั้งเดียว 289.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เบี้ยรับรวม 8,435.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%







