
การปรับตัวของสองขั้วอำนาจเศรษฐกิจที่แตกต่าง...เพิ่มแรงกดดันค่าเงินบาท
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบที่สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเล็กน้อยระหว่าง 32.35-32.65 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีแนวโน้มที่จะอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่ามากกว่าแข็งค่า เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันการเคลื่อนไหวของค่าเงินสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ อย่างไรก็ดี มองว่าตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนได้ย่อยข่าวหลายๆ ประเด็นไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะการลดขนาดมาตรการ QE ที่มีแนวโน้มว่าจะทำได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี แต่เราคงยังไม่อาจนิ่งนอนใจเรื่องความผันผวนที่อาจกลับมาเมื่อใดก็ได้
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบที่สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเล็กน้อยระหว่าง 32.35-32.65 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีแนวโน้มที่จะอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่ามากกว่าแข็งค่า เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันการเคลื่อนไหวของค่าเงินสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ อย่างไรก็ดี มองว่าตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนได้ย่อยข่าวหลายๆ ประเด็นไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะการลดขนาดมาตรการ QE ที่มีแนวโน้มว่าจะทำได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี แต่เราคงยังไม่อาจนิ่งนอนใจเรื่องความผันผวนที่อาจกลับมาเมื่อใดก็ได้
ในสัปดาห์นี้เราคงต้องติดตามประเด็นเรื่องการเมืองในประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นจากปัจจัยภายนอกที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐ ซึ่งเป็นการประชุมตั้งแต่เมื่อเดือน มี.ค. โดยน่าจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าผู้กำหนดนโยบายสหรัฐ มีมุมมองเช่นใดเกี่ยวกับการทำนโยบายการเงิน
ในขณะเดียวกัน เราจะได้เห็นตัวเลขจากอีกหนึ่งขั้วเศรษฐกิจหลักอย่างจีน จีนจะมีการรายงานตัวเลขส่งออกเดือน มี.ค. ซึ่งตลาดมองว่าจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ หลังจากที่ในเดือน ก.พ. ออกมาติดลบอย่างหนัก เรามองว่าในช่วงนี้ ขั้วเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐและจีนมีพัฒนาการเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยสหรัฐมีแนวโน้มที่ดูดีขึ้นและรีบาวด์ได้หลังจากถูกภาวะอากาศหนาวเย็นกดดันในช่วงก่อนหน้า จนทำให้ตลาดคาดการณ์เรื่องการปรับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากให้สามารถเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี สำหรับเศรษฐกิจจีนที่ทางการมุ่งเน้นเรื่องการปรับสมดุลเศรษฐกิจและเปิดเสรีทางการเงินมากขึ้น ทำให้แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจดูน่าจะชะลอลงกว่าปีก่อนๆ และอาจทำให้ไทยซึ่งมีการค้ากับจีนจำนวนมากต้องได้รับผลกระทบเชิงลบตามไปด้วย เรามองว่าการปรับตัวของสองเศรษฐกิจทั้งสองดูเหมือนจะยังเป็นแรงผลักดันให้ค่าเงินบาทเองน่าจะต้องอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าในระยะปานกลาง
สำหรับในระยะสั้นเราอาจเห็นการกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนได้อย่างเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินปรับอ่อนค่าลงไปมาก ดังเช่นที่เราได้เห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.46 และปรับแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง หลังตลาดในเอเชียโดยรวมเห็นการไหลเข้าของเงินทุนมาสู่ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนสุทธิจำนวน 5,176 ล้านบาท และ 1.425 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ จนทำให้เงินบาทปรับไปแข็งค่าสุดรอบสัปดาห์ที่ 32.34
อย่างไรก็ดี จะสังเกตได้ถึงพฤติกรรมของนักลงทุนที่มักขายทำกำไรหลังจากที่ราคาสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นไปเล็กน้อย และจะไม่แช่เงินอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานจนเกินไป ซึ่งนั่นสะท้อนว่านักลงทุนเองก็ยังไม่มั่นใจนักถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นหากจิตวิทยาของตลาดพลิกกลับอย่างกะทันหันในช่วงปลายสัปดาห์ เราจึงเริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติกลับมาขายทำกำไร และกดดันให้ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 32.52 ก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ
ทั้งนี้ การไหลเข้ามาของเงินทุนในตลาดพันธบัตร ช่วยหนุนให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลสำหรับพันธบัตรอายุ 10 ปี ไม่ถูกแรงกดดันให้ปรับสูงนัก โดยยังสามารถเคลื่อนไหวที่ 3.79% เมื่อเทียบกับช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 3.78% ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมผ่านการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
สำหรับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ อาทิ ค่าเงินยูโร และเงินเยน มีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนเช่นกัน ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้าง เนื่องจากมีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบตลาดอย่างต่อเนื่อง ช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3754 โดยมีรายงานตัวเงินเฟ้อซึ่งปรับย่อลงต่อเนื่องและแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี ทำให้ตลาดหันมาให้ความสนใจท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในช่วงปลายสัปดาห์ว่าจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่ โดยรวมแล้วตลาดมองว่าอีซีบีจะไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีนโยบายการเงิน จึงหนุนให้เงินยูโรปรับไปเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดรอบ 3 สัปดาห์ที่ 1.3819 ขณะที่ช่วงปลายสัปดาห์เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.3708 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)
ในส่วนของค่าเงินเยนมีการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ช่วงต้นสัปดาห์เปิดตลาดที่ 102.82 และหลังจากตลาดลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยลง ส่งเงินเยนปรับอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ และปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 104 อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนปรับย่อลงมาอยู่ที่ 103.90 ช่วงท้ายสัปดาห์ (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเริ่มปรับขึ้นภาษีการบริโภคจาก 5% เป็น 8% ซึ่งเริ่มปรับเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกแรงกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าได้รวดเร็วหากมีการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจริงๆ







