
หุ้นไทยเปิดปกติฝ่าเหตุมิคสัญญี
โบรกเกอร์ร้องขอปิดตลาดชั่วคราวต่างชาติทิ้ง3.1หมื่นล้านแล้ว
โพสต์ทูเดย์
— ไทยตกอยู่ในแดนมิคสัญญี ตลาดหุ้นยันเปิดซื้อขายปกติ คาดนักลงทุนชาติหนีลงทุนในไทย หลังเทกระจาด 31,756 ล้านบาทวันที่ 14 พ.ค. 2553 กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย ตกอยู่ในแดนมิคสัญญี เกิดเหตุระเบิดและยิงต่อสู้กันหลายจุด ไม่ได้จำกัดพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์หรือสีลมเหมือนที่ผ่านมา ทำให้บริษัท ห้างร้านหลายแห่งต้องปิดกิจการหนีชั่วคราว และอนุญาตให้พนักงานกลับบ้านเร็วกว่าปกติ เพราะบริษัทเป็นห่วงความปลอดภัย และมีบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสั่งปิดการซื้อขายหุ้นในช่วงบ่าย หรืออาจจะเปิดเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น โดยไม่ต้องรอไปปิดการซื้อขายในเวลา 16.30 น. เหมือนทุกวัน
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 17 พ.ค.นี้ มั่นใจว่าตลาดหุ้นยังจะสามารถเปิดการซื้อขายได้ตามปกติ เนื่องจากทั้ง ตลท. และบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) มีการเตรียมพร้อมระบบสำรองในการเชื่อมโยงคำสั่งซื้อขายกับลูกค้าไว้เรียบร้อย (แบ็กอัพ) และมีการทดสอบทั้งระบบการซื้อขายและระบบสำรองตั้งแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองตลอดเวลา อีกทั้งสถานที่ที่ตั้งระบบสำรองของโบรกเกอร์แต่ละแห่งอยู่ไกลจากบริเวณชุมนุมเพียงพอ ทำให้มั่นใจว่าจะทำให้การซื้อขายผ่านไปได้ด้วยดี
“
ตลาดหุ้นหยุดการซื้อขายในช่วงบ่ายไม่ได้ตามคำร้องขอของโบรกเกอร์ แม้มีเหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่กว้างขึ้นที่สีลม สาทร และวิทยุ และบล. ได้รับผลกระทบมากเป็น 18 แห่ง จากเดิมมีเพียง 6 แห่ง ที่บริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะไม่ต้องการปิดกั้นโอกาสของนักลงทุนที่จะขายหุ้นออก สำหรับรายที่เข้าไปซื้อไว้ในภาคเช้า และระบบก็เรียบร้อยดีมีความพร้อมซื้อขายหุ้น” นางภัทรียา กล่าวสำหรับการดูแลความปลอดภัยของพนักงานในบริษัทหลักทรัพย์ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันและโบรกเกอร์แต่ละแห่งก็สามารถดูแลได้ เช่น การลดธุรกรรมหรือให้พนักงานออกจากพื้นที่เร็วกว่าปกติได้ เช่นเดียวกับที่ ตลท.ให้พนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์กลับบ้านได้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เมื่อวันที่ 14 พ.ค.
วันจันทร์ที่จะถึงนี้ ตลท.ได้ประกาศให้พนักงานทราบว่าหากใครไม่สะดวกเดินทางมาที่ทำงานก็สามารถทำงานที่บ้านได้ ขณะที่พนักงานของโบรกเกอร์ก็มีการย้ายไปทำงานที่สาขาอื่นหรือที่บริษัทมีการเตรียมระบบสำรองไว้
ด้านภาวะตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ค. เซอร์ไพรส์ พลิกผันจากช่วงเช้าติดลบมากกว่า 10 จุด แต่ในช่วงปลายมีแรงซื้อหุ้นเข้ามา และผลักดันให้ดัชนีหุ้นปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ 768.79 จุด เพิ่มขึ้น 2.24 จุด มูลค่าการซื้อขายเบาบาง 18,964 ล้านบาท เกิดจากนักลงทุนในประเทศโหมซื้อหุ้นมากถึง 6,365 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างชาติยังคงขายออกรุนแรง 5,611 ล้านบาท
นางภัทรียา กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นมากกว่าช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตกวันละ 1,0002,000 ล้านบาท เพราะมีเหตุการณ์รุนแรงเมื่อคืนวันที่ 13 พ.ค. และวันที่ 14 พ.ค. ก็มีการยิงกันกลางถนน เพราะปัญหาทางการเมืองทำให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกก่อนดีกว่า เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาอีก
“
จากการสอบถามโบรกเกอร์ต่างประเทศพบว่าสาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเพราะปัญหาการเมืองอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับกรณีกรีซหรือยุโรป และเงินที่ได้รับจากการขายหุ้น ก็มีทั้งพักการลงทุนในไทยและโยกย้ายออกไปลงทุนประเทศอื่นแทน ซึ่งยังไม่รู้ว่าเงินเหล่านั้นจะกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกหรือไม่ เพราะหากสถานการณ์ไม่นิ่งสักที คงไม่มีใครอยากเข้ามา ตลาดหุ้นไทยเล็กก็ไม่คุ้มค่ากับการประเมินความเสี่ยง แม้ว่าจะพอใจกับผลตอบแทนที่เคยได้รับสูงถึง 63% ในปีก่อน และราคายังถูก พี/อีต่ำ” นางภัทรียา กล่าวส่วนนักลงทุนในประเทศที่ช้อนซื้อหุ้นมากอาจจะเพราะต้องการมีหุ้นติดพอร์ตไว้บ้าง หากวันหยุดสถานการณ์คลี่คลายลง จึงอยากให้นักลงทุนติดตามข่าวข้อมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได้ เพื่อเช็กข้อมูลหลายทาง ขณะเดียวกันต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจซื้อและขายหลักทรัพย์
ด้าน
“โพสต์ทูเดย์” ได้รวบรวมข้อมูลการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ นับตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนถึงวันที่ 14 พ.ค. พบว่าต่างชาติขายทิ้งตลาดหุ้นไทยแล้วทั้งสิ้น 31,756 ล้านบาททั้งนี้ บล.ยูบีเอส มียอดขายสูงที่สุด 8,644 ล้านบาท ตามด้วย บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ทิ้ง 5,499 ล้านบาท บล. เครดิต สวิส ขาย 4,992 ล้านบาท และ บล.เจ.พี. มอร์แกน ทิ้ง 4,653 ล้านบาท ข้อมูล ณ วันที่ 13 พ.ค. 2553
สำหรับเหตุการณ์รุนแรงที่ลุกลามในวงกว้างส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจ โดย ตลท.ประกาศหยุดกิจกรรมตลาดนัดพบผู้ลงทุนไทยที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 15 พ.ค. และบริษัท ออฟฟิศเมท ได้ยกเลิกการแถลงข่าวเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 17 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม บริษัท ไซเบอร์ แพลนเน็ต อินเตอร์แอคทีฟ ยืนยันการนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ตามกำหนดเดิมวันที่ 21 พ.ค. นี้ ในราคาจองหุ้นละ 1.60 บาท







