
เตรียมรับมาตรการ"NTB"ความท้าทายค้าเสรีอาเซียน
แม้ว่าชาติอาเซียนจะกำหนดกรอบเวลาการเปิดประชาคมอย่างเต็มรูปแบบในปลายปีหน้า
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
แม้ว่าชาติอาเซียนจะกำหนดกรอบเวลาการเปิดประชาคมอย่างเต็มรูปแบบในปลายปีหน้า แต่หลายฝ่ายยังคงถกเถียงกันว่า ความหวังที่จะเปิดเสรีอย่างจริงจังในหลายด้าน ทั้งการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุน จะไปสู่เป้าหมายที่สวยหรูได้หรือไม่
ชุตินันท์ สิริยานนท์ ตัวแทนจากสำนักงานมาตรการทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แจกแจงว่า ชาติสมาชิกอาเซียนได้ทยอยลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเหลือ 0% จนเกือบหมดแล้ว แต่การเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบก็ยังมีอุปสรรคอยู่ เพราะหลายประเทศยังมีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ทั้งที่มีอยู่เดิมและมีการออกมาตรการใหม่มาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการด้านแรงงาน และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เพื่อปกป้องผู้ประกอบการท้องถิ่นให้อยู่รอด ท่ามกลางการเปิดเสรี
พร้อมกันนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศอินโดนีเซียที่มีการกำหนดการนำเข้าผ่านท่าเรือที่จำกัดท่าเรือเหลือเพียง 4 ท่าจากทั้งหมด 6 ท่า ทำให้การขนส่งสินค้าล่าช้า สินค้าที่ส่งไปได้รับความเสียหายเน่าเสีย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร
อีกทั้งยังมีการกำหนดโควตานำเข้าสินค้าด้วย เช่นเดียวกับมาเลเซียที่กำหนดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ยุ่งยาก และต้องยื่นขอใบอนุญาตจากด่านนำเข้านาน 3 เดือน ทำให้สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านส่งออกไปขายในมาเลเซียได้ยาก หรือแม้กระทั่งการนำเข้ารถยนต์ มาเลเซียยังมีระเบียบต้องขออนุญาตนำเข้าโดยพิจารณาเป็นรายคัน และให้สิทธิเฉพาะบริษัทที่ทำการประกอบรถยนต์และส่งออกรถยนต์รายใหญ่ จึงขออนุญาตนำเข้าเฉพาะรุ่นที่ไม่มีการประกอบในประเทศเท่านั้น
สำหรับไทยเองก็มีการใช้มาตรการ NTB มากไม่แพ้กัน โดยได้กำหนดกรอบเวลาเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ ต้องนำเข้าในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.ของทุกปี กระเทียมต้องนำเข้าช่วงเดือน ก.ค.ต.ค.ของทุกปี มะพร้าวให้นำเข้าได้เดือน ม.ค.พ.ค. และเดือน พ.ย.ธ.ค. ส่วนเมล็ดกาแฟให้เฉพาะองค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้าเท่านั้น
ชุตินันท์ มองว่า ในยุคการค้าเสรี เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแต่ละประเทศยังมีปัญหาเรื่องกฎหมายเฉพาะภายในของตัวเอง และมีมุมมองความคิดที่ต่างต้องการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคในการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐของไทยก็ได้พยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ เช่น มีกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ หรือกองทุนเอฟทีเอ ไว้คอยให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเรื่องแหล่งเงินทุน รวมทั้งคอยให้คำแนะนำข้อมูลการลงทุนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ขณะเดียวกัน หากมองในแง่บวกแล้ว จะเห็นว่ามาตรการกีดกันทางการค้า และระบบเทคนิคต่างๆ จะเป็นเหมือนยาคุ้มครองให้ธุรกิจที่เสียเปรียบการแข่งขันอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในประเทศได้มีเวลาปรับตัวมากขึ้นท่ามกลางระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพราะการเปิดเออีซีถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของทุกคน
ด้าน บรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง ได้ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้จากการออกไปเจาะตลาดเพื่อนบ้านอาเซียนว่า บางครั้งมาตรการ NTB ก็มาจากภายในองค์กรเอง ดังนั้นเอสเอ็มอีที่ต้องการจะขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน จำเป็นต้องรู้จักตัวเองดีว่ามีความพร้อมที่จะออกไปแข่งขันกับคนอื่นมากน้อยแค่ไหน โดยส่วนตัวแล้วมองว่าเรื่องความแตกต่างกันของภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศก็เป็นมาตรการ NTB ที่ทุกคนต้องเจอเหมือนกัน
อย่างไรก็ดี มาตรการ NTB เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ผู้ประกอบการทั่วโลกต่างวิตกกังวลกันมากที่สุดเพราะเป็น “อุปสรรคซ่อนเร้น” ที่ตรวจสอบยาก กว่าจะรู้ก็มักจะสายไปเสียแล้ว หรือผู้ประกอบการต้องยอมกัดฟันยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมมาตรการเอ็นทีบีจึงถูกมองว่าเป็นอุปสรรคของระบบการค้าเสรี ที่ทำให้การเจรจาทางการค้าต้องเสียเวลามากกว่าที่ควรจะเป็น







