
ทำอย่างไรกันดีเมื่อจีดีพีจะโต0%
ความเชื่อมั่นการลงทุนของประเทศกำลังตกต่ำลงมาเรื่อยๆ เพราะการเมืองลากยาวและรัฐบาลก็ไม่มี จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ไตรมาสแรก ปี 2557 ลดลงต่ำกว่า 3% แต่การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายค่าย คาดว่า กลางปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) น่าจะลดเหลือ 2% ถ้าการเมืองรุนแรงขึ้น คณะรัฐบาลไม่มี โครงการลงทุนภาครัฐชะลอตัวออกไป ปลายปีนี้คงจะได้เห็นจีดีพีโตประมาณ 1% เป็นแน่
ความเชื่อมั่นการลงทุนของประเทศกำลังตกต่ำลงมาเรื่อยๆ เพราะการเมืองลากยาวและรัฐบาลก็ไม่มี จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ไตรมาสแรก ปี 2557 ลดลงต่ำกว่า 3% แต่การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายค่าย คาดว่า กลางปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) น่าจะลดเหลือ 2% ถ้าการเมืองรุนแรงขึ้น คณะรัฐบาลไม่มี โครงการลงทุนภาครัฐชะลอตัวออกไป ปลายปีนี้คงจะได้เห็นจีดีพีโตประมาณ 1% เป็นแน่
ในอดีตจีดีพีติดลบมาแล้ว 2 ครั้ง ในรอบ 50 ปี คือ วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ติดลบ 11% และในปี 2551 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ติดลบ 1% แต่ก็กลับตัวฟื้นได้ใน 1 ปี กลับไปเป็นบวก ซึ่งแสดงว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของเราดี ประชาชนคนไทย มีกำลังซื้อ กำลังผลิต กำลังดีพอใช้
ในปี 2540 แรงกระทบจากการเงินนอกประเทศทำให้เกิดความไม่มั่นใจ เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงถึง 2 ล้านล้านบาทแต่ปีต่อมาจีดีพีพลิกฟื้นเป็นบวก เพราะแรงกระตุ้นการลงทุนเร็วทันการณ์
ดูประเทศที่แข็งแรงทางเศรษฐกิจ แต่ปล่อยให้ความมั่นใจการลงทุนลากยาวเกินไป อย่างญี่ปุ่น ที่หลังจากปี 2540 การเงินทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชียทรุดตัว ญี่ปุ่นก็ติดลบและไม่ฟื้นเป็นระยะเวลานาน จีดีพีบวกลบ 1% มาตลอด ประเทศไทยมีสิทธิเหมือนญี่ปุ่นในปี 2540 ที่เศรษฐกิจในประเทศ Stagnant มานาน แม้รัฐบาลญี่ปุ่นชุดนี้จะมีชุดกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนอเมริกา แต่ยังทำไม่สำเร็จเพราะขาดความเชื่อมั่น
เครื่องจักรของเศรษฐกิจของทุกประเทศ ก็มี 4 เครื่องจักร คือ ส่งออก การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการบริโภคในประเทศ 3 ประเด็นหลังขึ้นกับความเชื่อมั่นระยะยาว ซึ่งของไทยเลวลงตลอด การส่งออกของไทยโตระยะสั้นจากเงินบาทอ่อนตัว ทำให้สินค้าส่งออกถูกพอเลยงวดส่งออกไตรมาสนี้ไปแล้ว เงินอ่อนตัวก็จะไม่ใช่เป็นตัวกระตุ้นส่งออกอีกต่อไป ดังนั้น เศรษฐกิจชะลอมากๆ แน่ จีดีพีจะลดลงมาเรื่อยๆ ปีหน้าถ้าเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ จีดีพีจะติดลบเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 50 ปี
ธุรกิจอสังหาฯ ของเราเป็นอย่างไร ในอดีตทุกประเทศใช้เป็นเครื่องจักรเล็กๆ ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อเมริกามีโครงการบ้านใหม่ 1 ล้านหลังต่อปี อเมริกาก็มีโครงการเงินกู้บ้านราคาถูก และสถาบันการเงิน Fannie Mae ปล่อยกู้ถูก จีนปล่อยให้อสังหาฯ บวมใน 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นตัวกระตุ้น ไทยในอดีตสมัยคุณทักษิณก็กระตุ้นการสร้างบ้าน ทั้งข้าราชการ ทั้งบ้านเอื้ออาทร และดอกเบี้ย ธอส.ถูก แต่เครื่องจักรอสังหาฯ ต้องการระยะเวลาก่อสร้างอย่างน้อยก็ 1 ปี คราวนี้จะทำอย่างไร รัฐบาลก็ไม่มี การลงทุนภาครัฐที่ทุกคนรอ 2 ล้านล้านบาท ก็เป็นหมันการลงทุนเอกชนติดลบเพราะไม่มั่นใจ ส่งออกก็กำลังจะหมดแรง
พายุเศรษฐกิจกำลังมาแรงขึ้นทุกขณะ ก็มีนักลงทุนอสังหาฯ ที่กำลังสวนกระแสขาย เปิดโครงการมากตามปกติ ปีละ 2030 โครงการ ก็หวังว่าคู่แข่งจะหมดแรงไปก่อน กำลังซื้อบ้านก็ยังมี แต่ลดลงแน่ๆ เหลือแค่บวกลบ 30% เพราะผู้ซื้อลงทุนเช่าและเก็งกำไรกำลังจะหมดไป ธนาคารก็กำลังจะเล่นบทชักร่มกลับ เหมือนในอดีต ลูกค้าใหม่ไม่ให้กู้ ลูกค้าเก่าปล่อยกู้ไปแล้วชักร่มกลับไม่ปล่อยต่อ หนี้ที่ไม่เสียก็จะเสียมากขึ้น เหมือนกับการแก้ปัญหาอสังหาฯ ปี 2540 ไม่มีผิด จะทำอย่างไรกันดี ทั้งประชาชน ทั้งรัฐบาล ทั้งพ่อค้า มาคุยกันอาทิตย์หน้าต่อไปจะดีไหม รอดูพายุการเมืองกับพายุเศรษฐกิจที่มืดขึ้นทุกทีอีกสัก 1 อาทิตย์ครับ







