
TUFปรับหนี้ยาวเพิ่มหุ้นกู้หมื่นล. มาร์จิ้นดีขึ้นปีนี้
TUF เล็งขอผู้ถือหุ้นขยายวงเงินหุ้นกู้อีก 1 หมื่นล้าน ปรับพอร์ตเงินกู้ระยะสั้นเป็นระยะยาวรับดอกเบี้ยขาลง
TUF เล็งขอผู้ถือหุ้นขยายวงเงินหุ้นกู้อีก 1 หมื่นล้าน ปรับพอร์ตเงินกู้ระยะสั้นเป็นระยะยาวรับดอกเบี้ยขาลง
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นของ TUF ในวันที่ 3 เม.ย. จะเสนอให้มีการพิจารณาขยายวงเงินในการออกหุ้นกู้เพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1.5 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้ปรับพอร์ตหุ้นกู้จากระยะสั้นที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี ให้เป็นหนี้หุ้นกู้ที่มีอายุยาวมากขึ้น
“ปัจจุบันหนี้หุ้นกู้ของบริษัทประมาณ 70% เป็นหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ปีและอายุยาวประมาณ 30% ซึ่งบริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนหนี้ระยะยาวกับหนี้ระยะสั้นให้อยู่ในสัดส่วน 50% เพื่อสร้างความสมดุลของหุ้นกู้” ประธานกรรมการบริหาร กล่าว
วัตถุประสงค์ของการปรับสัดส่วนหนี้หุ้นกู้เป็นระยะยาวมากขึ้น เพราะบริษัทมีมุมมองดอกเบี้ยในประเทศมีทิศทางเป็นขาลง สวนทางกับทิศทางดอกเบี้ยต่างประเทศ เพราะประเทศไทยมีปัญหาภายในเรื่องการเมือง ซึ่งมีผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศ
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า บริษัทได้ออกหุ้นกู้ไปแล้วเต็มจำนวนในวงเงินเดิม 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนวงเงินใหม่ที่ขอนี้จะออกเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะเหมาะสมและความจำเป็นในการใช้เงิน
สำหรับปัญหาการเมืองในประเทศไม่ได้มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทแต่อย่างใด เพราะรายได้ 95% เป็นการส่งออกไปยังต่างประเทศ ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้มีการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ยังคงตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ไว้ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 9% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) แม้ว่าจะยังไม่กลับไประดับปกติที่ 1516% แต่เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 14% ดีขึ้นจากปี 2556 อยู่ที่ 12.6% เท่านั้น
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า กลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตที่ดีนอกจากจะอาศัยธุรกิจที่มีอยู่แล้ว ยังยึดในแนวทางการซื้อกิจการ เพราะเป็นการพิสูจน์แล้วว่าการลงทุนกระจายในหลายภูมิภาคและหลายธุรกิจ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับ TUF
ล่าสุดได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศแถบอเมริกาใต้ เพื่อทำความเข้าใจและศึกษาตลาดในกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งยอมรับว่าเป็นทั้งคู่แข่งและตลาดคู่ค้าของ TUF ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก ชิลี เปรู บราซิลทำให้เห็นภาพอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแอนเดียน (Andean Community) ประกอบด้วย 4 ประเทศ เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย และโคลัมเบีย พบว่าจำนวนประชากรใกล้เคียงกันประมาณ 600 ล้านคน
แต่สภาพเศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงกว่า นับเป็นตลาดที่น่าสนใจในสายตาของ TUF และปัจจุบันนี้มีการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศนี้ 1% แต่ยังไม่มีข้อสรุปในการเข้าไปลงทุน เพียงแต่ไปทำความเข้าใจและศึกษาตลาดในกลุ่มนี้ให้มากขึ้น
ทั้งนี้ ราคาหุ้น TUF ปิดตลาดที่ 68.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท







