
จับ 4 กระแสเทคโนโลยีจุดเปลี่ยนไอทีภาคธุรกิจ
เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วจนหลายครั้งผู้ใช้ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะองค์กรภาคธุรกิจที่หลายครั้งเคลื่อนไหวช้ายิ่งกว่า ซึ่งมีผลกระทบกับการเตรียมรับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น ดังนั้นหากจะยกระดับองค์กรให้ทัน ต้องมองแนวโน้มการพัฒนาด้านไอทีให้ออก โดยสถาบันไอเอ็มซี สถาบันวิจัยและพัฒนาด้านไอทีและบุคลากรไอทีของไทย ได้เผยผลศึกษาเกี่ยวกับเตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือ 4 กระแสเทคโนโลยี
เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วจนหลายครั้งผู้ใช้ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะองค์กรภาคธุรกิจที่หลายครั้งเคลื่อนไหวช้ายิ่งกว่า ซึ่งมีผลกระทบกับการเตรียมรับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น ดังนั้นหากจะยกระดับองค์กรให้ทัน ต้องมองแนวโน้มการพัฒนาด้านไอทีให้ออก โดยสถาบันไอเอ็มซี สถาบันวิจัยและพัฒนาด้านไอทีและบุคลากรไอทีของไทย ได้เผยผลศึกษาเกี่ยวกับเตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือ 4 กระแสเทคโนโลยี
ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี กล่าวว่า 4 สถานการณ์ไอทีที่เกิดขึ้นทั่วโลกและในไทยที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เริ่มต้นจากอันดับแรก เซอร์วิส โอเรียนเต็ด อาร์คิเทคเจอร์ หรือ เอสโอเอ เป็นที่แพร่หลายมาสักระยะ และกำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งระบบเอสโอเอเป็นแนวคิดการออกแบบซอฟต์แวร์และโครงสร้างการใช้งานให้เป็นบริการสำหรับแอพพลิเคชั่น ที่สามารถนำไปสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ทำงานข้ามโครงข่ายได้สะดวก โดยไม่ติดขัดเรื่องเทคโนโลยี หรือผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นแบบในอดีต
สำหรับหนึ่งในรูปแบบเอสโอเอที่เข้าใจง่าย เช่น การพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ใช้สำหรับการทำงานบนเว็บเบราเซอร์ และทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อช่วยให้องค์กรเกิดความสะดวกรวดเร็ว ทั้งหมดจะอยู่บนสถาปัตยกรรมเอสโอเอ ซึ่งองค์กรต้องใส่ใจ แต่ผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องรู้
ปัจจัยที่ 2 คือ รูปแบบของบิ๊กดาต้า จะเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจจะต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวได้ว่า ทุกธุรกิจจะเจอกับข้อมูลขนาดใหญ่จากหลายแหล่ง และมีความซับซ้อนจนระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมไม่สามารถรองรับได้ อุปสรรคในการจัดเก็บ ติดตาม ควบคุม ค้นหา จะทำให้ธุรกิจเคลื่อนที่ได้ช้าลง และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นองค์กรต้องใส่ใจพัฒนาระบบบิ๊กดาต้าขึ้นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ
“ความเข้าใจขององค์กรไทยคือ บิ๊กดาต้า เป็นข้อมูลขนาดใหญ่แค่มีพื้นที่จัดเก็บให้เพียงพอ แต่ความจริงบิ๊กดาต้าคือปริมาณข้อมูลที่ท่วมท้นจากหลากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก รูปภาพ วิดีโอ หากไม่เตรียมระบบให้พร้อมจะไม่สามารถจัดการให้เกิดประโยชน์ได้ แค่เว็บไซต์ข่าวเว็บเดียว ที่มีข่าวเพิ่มขึ้นไปต่อวันก็มากมายมหาศาลแล้ว ถ้าข่าวเก่าๆ ไม่สามารถค้นและดึงมาใช้ประโยชน์ได้ แสดงว่าการบริหารจัดการข้อมูลยังไม่ดีพอ” ธนชาติ กล่าว
ปัจจัยที่ 3 คือ ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง หากกล่าวว่าบิ๊กดาต้าคือสิ่งที่เปลี่ยนธุรกิจ คลาวด์ก็คือสิ่งที่มาเปลี่ยนระบบไอที การบริหารทรัพยากร ระบบทั้งหมดจะทำผ่านระบบคลาวด์ทั้งหมด การดูแลคุณภาพ บริการ ตั้งแต่ภายในจนถึงลูกค้าจะทำผ่านคลาวด์ทั้งหมด ซึ่งในประเทศไทยมีองค์กร 21% ที่นำคลาวด์ไปใช้งานแล้ว และที่เหลือ 39% มีแผนนำมาใช้งาน
อย่างไรก็ตาม บิ๊กดาต้าและคลาวด์ต้องการบุคลากรไอทีด้านนี้โดยเฉพาะอีกมาก ซึ่งที่ผ่านมาสามารถผลิตและพัฒนาได้ในหลักสิบคนต่อปีเท่านั้น อนาคตจะยิ่งต้องการมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับความสามารถในการพัฒนาและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งในต่างประเทศเองก็ขาดแคลนและกำลังเร่งพัฒนา เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่นอกจากสร้างคนแล้ว ยังจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำการวางระบบด้วย ซึ่งในไทยยังไม่มี
ปัจจัยสุดท้ายคือ บีวายโอดี หรือการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ เป็นการเปลี่ยนมุมมองการทำงานและระบบรักษาความปลอดภัยทางไอทีใหม่ทั้งหมด พนักงานสามารถนำอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวตามที่ชอบและเหมาะสมเข้ามาเชื่อมต่อและใช้งานกับระบบขององค์กรได้ ทำให้การทำงานสามารถทำได้ทั้งในและนอกสถานที่ และต้องสามารถควบคุมเพื่อความปลอดภัยได้
ทั้ง 4 ปัจจัยจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมไอที ซึ่งซอฟต์แวร์ต้องปรับตัวก่อน บทบาทของผู้นำองค์กรต้องใส่ใจและวางนโยบายให้สอดคล้องกับ 4 ปัจจัยหลักนี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม การเงินการธนาคาร สื่อสารมวลชน โรงพยาบาลและสาธารณสุข และหน่วยงานด้านการศึกษาที่ต้องพัฒนาบุคลากรให้รองรับกับทักษะใหม่ที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ อีกปัญหาในอุตสาหกรรมไอที คือ ปัจจุบันสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ผลิตคนไอทีได้เพียง 4,000-5,000 คนต่อปี เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ซึ่งในหลายสาขายังไม่เพียงพอ โดยบทบาทของสถาบันไอเอ็มซีจะร่วมกับสถาบันการศึกษาพัฒนาครูผู้สอนในสาขาบิ๊กดาต้าและคลาวด์ ประมาณ 60 คนในปีนี้ พร้อมพัฒนาหลักสูตรเพื่อกระจายไปยังสถาบันการศึกษา และสร้างบุคลากรไอทีเฉพาะทางให้เกิดขึ้น







