posttoday
เหลียวหลังเพื่อแลหน้า...

เหลียวหลังเพื่อแลหน้า...

03 เมษายน 2557

รื้อเอกสารเก่าๆ ออกมาพลิกทบทวนในช่วง “เดินหน้าปฏิรูป” เพราะเราไม่อาจคอยให้ความขัดแย้งทางการเมืองจบลงเสียก่อน จึงค่อยมาคิดมาทำเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทย”

รื้อเอกสารเก่าๆ ออกมาพลิกทบทวนในช่วง “เดินหน้าปฏิรูป” เพราะเราไม่อาจคอยให้ความขัดแย้งทางการเมืองจบลงเสียก่อน จึงค่อยมาคิดมาทำเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทย”

กว่าถั่วจะสุก...งาคงไหม้...เป็นจุณไปแล้ว

เอกสารเล่มบางๆ แค่ 27 หน้า ที่ผมเก็บไว้ในห้องนอนที่บ้าน เมื่อตอนเป็น สส.ฝ่ายค้าน ช่วงปี 2548 ผลิตโดยสภาพัฒน์...ชื่อเล่มว่า “การพัฒนาสังคมเชิงรุก...” มิติใหม่ของการพัฒนาในช่วงแผนฯ 10 (2550-2554) บอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ

เพราะผู้สรุปรวมเล่มเอกสารชิ้นนี้ ไม่มีทางรู้ได้หรอกว่า อีก 9 ปีต่อมา ประเทศไทยจะเผชิญวิกฤตยาวนานขนาดนี้

เอกสารนี้เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2548 ช่วงเดียวกับที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น...โดยเฉพาะเรื่อง CTX ที่ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ

ประเด็นที่ผมอยากนำมารายงานท่านผู้อ่าน ไม่ใช่เรื่อง CTX แต่เป็นเรื่องแนวโน้มของสังคมไทยที่สภาพัฒน์ประเมินไว้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

ประการแรก สถาบันครอบครัวไทยมีแนวโน้มอ่อนแอลง ดัชนีสัมพันธภาพที่อบอุ่นของครอบครัว อยู่ในทิศทางที่น่าห่วง จาก 77.5% ในปี 2540 เหลือเพียง 70.8% ในปี 2545 การหย่าร้างสูงขึ้น ผู้สูงวัยถูกทอดทิ้งมากขึ้น ครัวเรือนสตรีไร้คู่ต้องดูแลเด็กตามลำพังเพิ่มขึ้น ทำให้ครัวเรือนยากจนที่มีเด็กหรือผู้พิการ หรือผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัวหลายคนมีสภาพเปราะบาง

ส่วนครัวเรือนฐานะปานกลางในเมืองก็มีปัญหา พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก เด็กมีแนวโน้มเข้าสู่ยาเสพติด และความฟุ้งเฟ้อ ตลอดจนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรมากขึ้น

ลองประเมินสถานการณ์วันนี้สิครับ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า...?

ประการที่สอง รายงานนี้บอกว่าภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่มีบทบาทในการพัฒนาคนและสังคมไทยในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คืนกำไรให้สังคมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการศึกษา

แต่ธุรกิจ SME ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาท เพราะยังต้องคำนึงถึงความอยู่รอดขององค์กร มาตรการต่างๆ ของรัฐเกี่ยวกับ SME ยังไม่จูงใจ และไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่พิจารณาและผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ประการที่สาม การจัดทำนโยบายของประเทศมีการบูรณาการน้อย และดำเนินงานด้วยรูปแบบเดียวใช้ทั่วประเทศ ทำให้การลงทุนในกิจกรรมการพัฒนาไม่สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ทั้งยังก่อช่องว่างระหว่างกลุ่มเป้าหมายต่างๆ

อีกทั้งการประเมินผลนโยบาย มักเป็นการประเมินระยะสั้น และประเมินตามวัตถุประสงค์ ซึ่งไม่สอดคล้องบริบทของการพัฒนาที่จะเกิดผลในระยะยาว

อ่านแล้วคิดอะไรได้เยอะทีเดียวนะครับ ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา

รายงานนี้ระบุต่อไปอีกเป็นประการที่สี่ ด้วยการพูดถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร การดำเนินนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ทำให้ความเจริญกระจายออกจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่างๆ ของภาคกลางที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เท่านั้น

รายงานนี้อ้างถึงดัชนี Theil ที่ระบุเป็นตัวเลขอีกด้วย

ประการที่ห้า งบประมาณด้านสังคมนั้น...เพียงพอครับ แต่การใช้จ่ายยังขาดประสิทธิภาพ โดยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว งบประมาณด้านสังคมของประเทศได้รับการจัดสรรเป็น 41.3% ของงบทั้งหมด

ทั้งนี้ งบการศึกษาได้มากสุด (ได้ 55.7%) แต่งบด้านศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการได้น้อยที่สุด (เพียง 1.6%) 9 ปีผ่านไป ต่างไปจากนี้แค่ไหนครับ

ประการที่หก การออมของคนไทยซึ่งควรจะมีในระดับสูงก่อนจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่กลับไม่เป็นไปตามหลักการ เพราะการออมระดับบุคคลต่ำลงอย่างมากจาก 13.39% ในปี 2542 เหลือเพียง 5.48% ในปี 2545 แม้ดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2546 เป็น 6.3% แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ การออมทางอ้อมแบบผูกพัน ยังครอบคลุมประชากรได้เพียง 27.74% ของผู้มีงานทำ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตหลังเกษียณอายุต่อไป

แนวคิดที่เอกสารนี้เสนอ คือ นอกจากการพัฒนาสังคมต้องก่อให้เกิดสมดุลกับการพัฒนามิติอื่นๆ แล้ว ยังต้องทำให้สังคมเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่

จากที่เคยมองการพัฒนาสังคมเป็นเรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่าย (Cost) ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก มาเป็นการลงทุน (Investment) เพื่ออนาคตที่มุ่งไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่การพัฒนาสังคมในเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็น เป็นการล่วงหน้า

การเมืองที่เผชิญหน้ากันนานขนาดนี้...แทบไม่ต้องหาโจทย์ใหม่เพื่อการปฏิรูปเลยครับ ขุดโจทย์เก่ามาแก้ให้ได้ก็เก่งแล้ว...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท