
บัตรเครดิต : ปัจจัยที่ 5 ของคนเมืองกรุง? (ตอนที่ 1)
ปัจจุบันบัตรเครดิตเรียกได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่คนทำงานแทบทุกคนจะต้องมีไว้ในกระเป๋าสตางค์อย่างน้อยหนึ่งใบ ตลาดบัตรเครดิตในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีการแข่งขันสูง
โดย...MoneyGuru.co.th
ในสังคมปัจจุบันบัตรเครดิตเรียกได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่คนทำงานแทบทุกคนจะต้องมีไว้ในกระเป๋าสตางค์อย่างน้อยหนึ่งใบ ตลาดบัตรเครดิตในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีการแข่งขันสูง จนเรียกได้ว่า Red Ocean Market จากหนังสือ Blue Ocean Strategy ของ W. Chan Kim ที่ว่าด้วยเรื่องกลยุทธ์การทำการตลาดต่างๆ ซึ่ง Red Ocean Market หมายถึงตลาดที่อิ่มตัวและมีการแข่งขันสูง ซึ่งยากต่อการเติบโตและพัฒนา ในขณะที่ Blue Ocean Market (มหาสมุทรสีน้ำเงิน) หมายถึงตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีพื้นที่ให้เข้าไปจับจอง พัฒนา เติบโต และยังแสวงหากำไรได้ง่าย
ในทะเลเลือดแห่งนี้ เหล่าฉลามทั้งจากธนาคารพาณิชย์และสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันทางการเงินยังคงออกล่าเหยื่อต่อไปด้วยโปรโมชั่นน่าดึงดูดใจที่ออกมาแข่งขันกดราคามากมาย จนเป็นเรื่องยากในสังคมเมืองหลวงยุคปัจจุบันที่จะปฏิเสธการเวียนว่ายในทะเลสีแดง ทั้งโปรโมชั่นคืนเงิน สะสมแต้มแลกของรางวัลหรู สิทธิพิเศษส่วนลดตามร้านค้า Loyalty โปรแกรม บัตร Airport Lounge บริการผู้ช่วยส่วนบุคคลตลอด 24 ชั่วโมง ฟิตเนส สปา ฯลฯ สิ่งล่อลวงอันน่าดึงดูดใจเท่าที่มนุษย์การตลาดจะคิดได้
ในประเทศไทย บริเวณที่ตลาดบัตรเครดิตเป็นสีเข้มดั่งเลือดที่สุดเห็นจะเป็นในเมืองหลวง หรือ กรุงเทพมหานคร จากผลวิจัยของธนาคารกสิกรไทย ในปี 2554คนกรุงเทพกว่าร้อยละ 58.8 ถือบัตรเครดิตมากกว่าหนึ่งใบ และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยจากแบบสอบถามของธนาคารกสิกร ผู้ถือบัตรเครดิต 1 ใบนั้นคิดเป็นกว่าร้อยละ 41.2 ของผู้ทำแบบสอบถาม ส่วน 2ใบคิดเป็นร้อยละ 28.8 และสามใบคิดเป็นร้อยละ 16.3 ซึ่งผลวิจัยบ่งชี้ว่าผู้ที่ถือบัตรเครดิตใบเดียวมีรายได้ 15,000- 30,000 บาท ส่วนกลุ่มที่ถือบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบนั้นมีรายได้ 30,000 – 50,000 บาท เป็นข้อสรุปได้ว่าจำนวนบัตรเครดิตที่คนไทยถือนั้นผันแปรตามอัตราเงินเดือน ซึ่งก็สมเหตุสมผลเพราะการจะขออนุมัติบัตรเครดิตให้ผ่านจำเป็นต้องอาศัยรายได้ประจำเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก
ขณะที่ตลาดในกรุงเทพมหานครเป็นสีแดงเดือดด้วยการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทุกวัน ตลาดในต่างจังหวัดกลับยังไม่พัฒนามากนัก เพราะข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นร้านค้ายังไม่ค่อยยอมรับบัตรเครดิตและการตอบรับที่ยังมีไม่มาก อีกทั้งรายได้ที่ไม่เท่าเทียมระหว่างคนในเมืองหลวงและต่างจังหวัดทำให้ผู้ออกบัตรไม่สามารถอนุมัติบัตรให้ได้ แต่ในอนาคตก็มีแนวโน้มว่าเมื่อความเจริญไปถึง ตลาดบัตรเครดิตจะสามารถขยายออกไปตามจังหวัดอื่นๆได้อีก แต่ในตอนนี้โอกาสและผู้บริโภคในตลาดบัตรเครดิตประเทศไทยยังคงอยู่ในกรุงเทพฯเสียเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งตามรายงานแล้วสถิติการใช้บัตรเครดิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลขการใช้บัตรเครดิตเมื่อกลางปี 2556 ระบุว่ามียอดบัตรเครดิตทั่วประเทศทั้งสิ้น 16.07 ล้านใบ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากปีที่แล้ว หรือ 1.35 ล้านใบ รวมยอดสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งหมดเป็นมูลค่า 222,179.46ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10 จากเมื่อปี 2555 หรือคิดเป็นเงิน 19,941 ล้านบาท ตัวเลขการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเองก็เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 12 หรือเพิ่มขึ้น 11,357ล้านบาท จาก 107,687.35 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติพบว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตนั้นส่วนมากมาจากการจ่ายค่าอุปกรณ์ ค่าซ่อมแซมตกแต่งบ้าน ซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งยอดใช้จ่ายในเดือนกรกฎาคม 2556 เดือนเดียวมีสูงถึง 88,261.97 ล้านบาท มากกว่าเดือนเดียวกันในปี 2555 ถึงร้อยละ 19 อีกทั้งสถิติการใช้บัตรเครดิตของคนไทยในต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 24 ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงิน 1,211 ล้านบาท จากยอดรวม 6,160.55 ล้านบาท
จากผลวิจัยของธนาคารกสิกรไทย ร้อยละ49.1 ของผู้ทำแบบสอบถามที่ถือบัตรเครดิตมากกว่า 2 ใบกล่าวว่าในเดือนหนึ่งเขาใช้บัตรเครดิตครบตามจำนวนที่มี และสาเหตุอันดับ 1 ที่ผลักดันให้กลุ่มลูกค้าเปิดบัตรเครดิตใบที่สองนั้น กว่าร้อยละ 39.2 กล่าวว่า เพื่อรับส่วนลดจากร้านค้า ร้อยละ 30.4 กล่าวว่า เพราะรอบบิลที่ไม่ตรงกันของบัตรแต่ละใบช่วยให้ลูกค้าบริหารการเงินได้ง่ายขึ้น ส่วนร้อยละ 17.6 ต้องการของสมนาคุณ และอีกร้อยละ 12.8 เพราะวงเงินเต็ม ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงที่ว่ากลยุทธ์การตลาดที่ธนาคารต่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อแข่งขันกันนั้น ลด Brand Loyalty หรือ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ในตลาดบัตรเครดิตได้อย่างดีมาก
การตลาดนั้นสำคัญมากสำหรับการแข่งขันในตลาดมหาสมุทรแดง จากงานวิจัยพบว่าโปรโมชั่นคืนเงินหรือ Cash Back ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ที่ร้อยละ 22.4 การใช้แต้มแลกของสมนาคุณอยู่อันดับสองที่ร้อยละ 21.9 ส่วนลดร้านค้าต่างๆ อยู่ที่ร้อยละ 16.9 ส่วนสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆเช่น ลิมูซีนรับส่ง ที่จอดรถ ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 9.3 ขณะที่การสะสมแต้มแลกรางวัลเฉพาะ เช่น ตั๋วเครื่องบิน อยู่ที่ร้อยละ 7.5
สำหรับสถิติในเรื่องของผู้ออกบัตรนั้น หากอิงตามสถิติจากเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 พบว่าสัดส่วนของบัตรเครดิตจากผู้ประกอบการซึ่งไม่ใช่สถาบันทางการเงิน หรือ non-bank มีกว่า7.51 ล้านใบ ขณะที่บัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์มีเพียง 6.44 ล้านใบในประเทศ แต่เมื่อแยกเป็นยอดการใช้จ่ายในเดือนกุมภาพันธ์แล้วธนาคารพาณิชย์มีสูงกว่าnon-bank ที่ 60,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันทางการเงินมียอดใช้จ่ายเพียง 12,449 ล้านบาท และในระยะหลัง non-bank เปิดให้บริการบัตรเครดิตมากกว่าสถาบันทางการเงิน เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าว่ากลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการกับทางธนาคารพาณิชย์นั้นมักมียอดใช้จ่ายสูงกว่า ส่วน non-bank ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนบัตรเครดิตมากกว่าและอัตราการอนุมัติบัตรเครดิตซึ่งสูงกว่า แต่กลับมียอดการใช้จ่ายที่ต่ำกว่า
ทั้งนี้ มีรายงานมาว่า ยังคงมีการอนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งส่วนมากเป็นการอนุมัติให้ผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแม้บัตรเครดิตจะอยู่ในอาณาเขตมหาสมุทรแดง แต่เหล่าฉลามก็ยังมีเหยื่อให้ล่าและกำไรให้แสวงหาเพิ่มขึ้น แต่คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้มาใหม่ (newcomers) ที่จะเข้ามาแย่งอาณาเขตส่วนแบ่งตลาดกับเหล่านักล่าตัวยักษ์ในน่านน้ำสีเลือดที่มีชื่อว่าประเทศไทย
ขอบคุณเนื้อหาจาก







