
จุดอ่อนยานยนต์กระตุ้นผลิตภาพแรงงาน
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ไทยสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “เป็นแชมป์”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ไทยสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “เป็นแชมป์” และเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค แต่ก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญคือ “แรงงาน” ที่หากไม่มีการปรับตัว ไทยอาจโดนประเทศเพื่อนบ้านไล่บี้เป็นศูนย์กลางแทน
อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย บอกว่า ปี 2556 ไทยมียอดผลิตรถยนต์ 2.457 ล้านคัน อินโดนีเซียประมาณ 1.1-1.2 ล้านคัน มาเลเซีย 8 แสนคัน ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ประเทศละไม่ถึง 1 แสนคัน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ไทยตั้งเป้ายอดการผลิตแตะ 3 ล้านคันในปี 2560 และ 3.5 ล้านคันในปี 2563 ประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซียก็มีนโยบายระดับชาติผลักดันอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน และยังมีจำนวนแรงงานพร้อมกว่า
“อินโดนีเซียมีแรงงานมากกว่า 100 ล้านคนขณะที่เรามี 39 ล้านคน ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มี 5 แสนคน อุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น ทำผ้า กระจก เหล็กอีกราวแสนคน รวมกับอุตสาหกรรมยานยนต์อีก 2 แสนคน เท่ากับว่าภาพรวมเราปัจจุบันน่าจะมีแรงงานในกลุ่มประมาณ 8 แสนคนเท่านั้น แถมในอนาคตยังมีแนวโน้มลดลงตามสภาพการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย”
ปัจจุบัน ภาพรวมอุตสาหกรรมในกลุ่มยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวประมาณ 20% ของแรงงานทั้งหมด ขณะที่แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 1% ตรงข้ามกับเป้าการผลิตในปี 2563
อัชณา ย้ำว่า ทางแก้หลักของอุตสาหกรรม คือ1.การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2553 แรงงาน 1 คนสามารถผลิตรถได้ประมาณ 3 คันต่อวัน และขึ้นมาเป็น 3.5 คันต่อคนต่อวันในปี 2556 หากจะให้พร้อมต่อการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ต้องเร่งผลิตให้ได้ถึง 4.5 คันต่อวันภายในปี 2558 หรือไม่เกิน 2560
2.การปรับโครงสร้างแรงงานในอุตสาหกรรม ปัจจุบันแรงงานส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มไร้ฝีมือ ต้องลดจำนวนให้เหลือเพียงประมาณ 40% โดยยกระดับสู่กลุ่มแรงงานฝีมือ ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มจำนวนแรงงานระดับบริหาร เช่น วิศวกรที่จบปริญญาตรี จาก 10% เป็น 20% นอกจากนี้ ยังต้องปรับลดการใช้แรงงานภาพรวม หันมาใช้เครื่องจักรอัตโนมัติให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าเรื่องแรงงานจากเพื่อนบ้านในอุตสาหกรรมคงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ในปีนี้ภาคเอกชนและภาครัฐ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันยานยนต์ จึงร่วมมือกันจัดตั้งสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับกลางและระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ขึ้น เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้พร้อมรับมือสถานการณ์แรงงาน
นคร ศิลปอาชา อธิบดี กพร. กล่าวว่า สถาบันดังกล่าวจะดำเนินการ 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1.พัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับกลางสูง และหัวหน้างาน 2.พัฒนาหลักสูตร เทคโนโลยี รูปแบบการฝึก ตลอดจนระบบประกันคุณภาพ และ3.ส่งเสริมการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ภายในสถานประกอบการ คาดว่าจะเริ่มได้ในเดือนมิ.ย.นี้นำร่องใน จ.สมุทรปราการ จากนั้นจะขยายไปที่ชลบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ราชบุรี และนครราชสีมา
ด้าน ถาวร ชลัษเฐียร ประธานอนุกรรมการพัฒนากรอบยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ บอกว่า ไทยต้องรวมกำลังเป็นพันธมิตรกับประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จะช่วยให้ไทยมีประชากรรวมกันกว่า 200 ล้านคน พอฟัดพอเหวี่ยงกับอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ ถือเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเร่งรัดที่จะต้องเปิดเสรีตามกรอบความตกลงการค้าและบริการอาเซียน (AFAS) แต่ยังมีปัญหาเชิงมหภาคหลายด้าน เช่น ขีดความสามารถการแข่งขันลดลง ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยอยู่ที่ 18% ขณะที่สิงคโปร์ไม่ถึง 10% มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม มีความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ เพราะยังพึ่งพาการส่งออกมากถึง 70%
“บางคนยังหวังว่าไทยจะต้องมีรถยนต์แบรนด์ของตัวเอง แต่ผมมองว่ารถประจำชาติไม่ใช่เรื่องใหญ่ ใน 10 ปีข้างหน้าไม่น่าจะมีใครมีโลคัลแบรนด์ของตัวเองแล้ว การค้ามีการเทกโอเวอร์กันตลอด เราควรมุ่งหวังแก้ปัญหาต่างๆ เช่นปัญหาแรงงาน เพื่อให้รายได้ยังอยู่ในประเทศของเราก็พอ”







