
ได้ฤกษ์บุกแม่สอด
คาดเปิดเสรีตลาดส่งออกทะลุแสนล้านบาทเร่งต่อยอดจับมือพ่อค้าพม่าลงทุนเมียวดี
คาดเปิดเสรีตลาดส่งออกทะลุแสนล้านบาทเร่งต่อยอดจับมือพ่อค้าพม่าลงทุนเมียวดี
หอการค้าฯ แนะโอกาสทองลุยชายแดนแม่สอด สินค้าไทยฮิต คาดเปิดเสรียอดส่งออกทะลุ 1 แสนล้าน
นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานกรรมการ หอการค้าจังหวัดตาก เปิดเผยว่า พื้นที่ชายแดนบริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก และเมียวดี ประเทศพม่า เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้เข้าไปขยายการลงทุนและธุรกิจได้จำนวนมาก เพราะเป็นประตูการค้าที่สำคัญเข้าสู่พม่า และยังไม่ไกลจากกรุงย่างกุ้งมากนัก
ทั้งนี้ คาดว่าในปีนี้การส่งออกสินค้าไทยไปพม่าผ่านด่านชายแดนบริเวณนี้จะมีมูลค่าสูงเกิน 5 หมื่นล้านบาท จากปี 2556 มีมูลค่า 4.3 หมื่นล้านบาท และเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว มูลค่าน่าจะสูงถึง 1 แสนล้านบาท
“ด่านแม่สอด จ.ตาก ถือเป็นขุมทองให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเข้าไปค้าขายและลงทุน เพราะอยู่ใกล้กับเมืองย่างกุ้ง ขณะเดียวกัน ชาวพม่าต้องการสินค้าไทยสูงมากในกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค และที่ผ่านมาหากสินค้าไทยกลุ่มใดสร้างยอดขายติดตลาดแล้ว จะขายดีจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า” นายสมศักดิ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ราคาที่ดินใน อ.แม่สอด ปรับสูงขึ้น 200300% ปัจจุบันอยู่ที่ 20 ล้านบาทต่อไร่ ขณะที่ราคาที่ดินในประเทศพม่าก็สูงขึ้นมาก อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อไร่ และมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีนักธุรกิจต่างชาติสนใจไปลงทุนจำนวนมาก
นอกจากนี้ ใน อ.แม่สอด ยังมีการลงทุนสร้างโครงการคอนโดมิเนียมใหม่จำนวน 4 โครงการในปีที่ผ่านมา มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท จำนวน 600 ยูนิต ซึ่งมีชาวพม่าเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 30% แล้ว เพราะชาวพม่าสนใจเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และมีการเปิดโรงพยาบาลใหม่ขนาด 400500 เตียง เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่
นายชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวว่า การเข้าไปลงทุนในเมียวดี ประเทศพม่า ได้เสนอไปยังรัฐบาลให้จัดทำพื้นที่ แม่สอด เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับการเปิดเออีซี และการลงทุนใหม่ในพื้นที่ที่มีเพิ่มขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ทำนโยบายส่งเสริมการทำแม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยปัจจุบันมีนักลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมากเข้ามาลงทุนได้แก่ ใต้หวัน ฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น มากกว่า 17 โรงงาน ส่วนอุตสาหกรรมหลักในพื้นที่ได้แก่ การเกษตร เครื่องแต่งกาย และสิ่งทอเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทย เพราะตลาดกำลังขยายตัว และต้องการสินค้าไทยสูงมาก ขณะที่ค่าแรงยังถูกหรือประมาณ 100 บาทต่อวัน
อย่างไรก็ตาม หากต้องการลงทุนในพม่า นักลงทุนไทยจะต้องอาศัยนักธุรกิจท้องถิ่นช่วยแนะนำการลงทุน และต้องศึกษากฎหมายของพม่าให้ชัดเจน







