
เกมกฎ
ข่าวสารเศรษฐกิจช่วงหลายสัปดาห์มานี้ ดูเหมือนจะมีแต่เรื่อง “ย้ายฐาน” ของทั้งทุนไทยทุนนอก ตลอดจนการ “เพิ่มสัดส่วนส่งออก” ทดแทนรายได้ในประเทศ หลังปัญหาการเมืองดูไม่มีท่าทีสงบและจบสิ้น กลายเป็นว่าอาเซียนประเทศอื่นดู “เนื้อหอม” มากขึ้น
ข่าวสารเศรษฐกิจช่วงหลายสัปดาห์มานี้ ดูเหมือนจะมีแต่เรื่อง “ย้ายฐาน” ของทั้งทุนไทยทุนนอก ตลอดจนการ “เพิ่มสัดส่วนส่งออก” ทดแทนรายได้ในประเทศ หลังปัญหาการเมืองดูไม่มีท่าทีสงบและจบสิ้น กลายเป็นว่าอาเซียนประเทศอื่นดู “เนื้อหอม” มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของทั้งอาเซียนก็ยังคงสร้างความท้าทายอยู่ในใจชาติตะวันตกพอสมควร
Economist Corporate Network องค์กรในเครือ The Economist ซึ่งรวบรวมแนวโน้ม ข้อมูลการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ได้ทำการสำรวจ 147 บริษัทยักษ์ใหญ่หลากสัญชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในอาเซียน
เมื่อถามถึงปัญหาท้าทายต่อการเติบโตของธุรกิจระดับภูมิภาค ปัญหาที่มาแรงแซงทางโค้ง คือ ความไม่แน่นอนของกฎหมาย โดยมีระดับความกังวลมากกว่า 3.5 จาก 5 ระดับ ตามด้วยอันดับ 2 ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเหมาะกับงาน ด้วยระดับความกังวลไล่เลี่ยกัน
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี การปกป้องธุรกิจต่างชาติจากท้องถิ่น ข้อจำกัดต่อการลงทุนจากต่างประเทศ นโยบายของแต่ละประเทศในอาเซียนขัดแย้งกัน ข้อจำกัดต่อการประกอบอาชีพของแรงงานจากต่างประเทศ กำแพงภาษี โครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ
สรุปว่า 8 อันดับปัญหาท้าทายในสายตาต่างชาติ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎไปเสีย 6 เรื่อง
จริงๆ ถ้าให้กล่าวถึงปัญหาเหล่านี้ ผมเชื่อว่าในสายตาคนอาเซียนเอง คงมีวิธีชี้แจงต้นเหตุของปัญหาท้าทายเหล่านี้หลายวิธี 1.กฎหมายไม่แน่นอน เพราะมันต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ 2.ต้องมีมาตรการกีดกัน ข้อจำกัดต่อคนต่างประเทศ เพราะเราต้องปกป้องคนในภูมิภาคของเรา และ 3.นโยบายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ก็ถือเป็นความแตกต่างทั่วไป เรื่องธรรมด๊า!
แหงล่ะครับ เราอาเซียนเลือก “แก้” และเลือก “คง” กฎหมายกันเป็นเรื่องปกติ ราวกับเล่น “เกมกฎ”
จำแนกกันแบบง่ายๆ กฎหมายและนโยบายในอาเซียนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มครับ 1.กลุ่มที่เปลี่ยน “ยอด” บ่อย และ 2.กลุ่มที่ “ยอด” ล้าสมัย ราวกับถูกแช่แข็งไว้แบบ “กัปตันอเมริกา” คือผ่านไปเป็นสิบปีก็ยังหน้าตาเหมือนเดิม
กลุ่มเปลี่ยนบ่อย คือ กลุ่มเปลี่ยนตามใจรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติครับ กลุ่มนี้จะเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น ทั้งที่ตอบได้ยากเหลือเกินว่าเปลี่ยนแล้วทันสมัย เข้ากับสถานการณ์หรือไม่
ขณะที่กลุ่มล้าสมัย คือ กลุ่มที่รัฐบาลไม่สนใจครับ บางครั้งอาจโดนรัฐบาลแต่ละประเทศทำท่าเหมือนจะหยิบขึ้นมาแก้ไขบ้าง แต่ท้ายที่สุดจะถูกกลุ่มเปลี่ยนบ่อยเข้า “แซงคิว” ชนิด “มีมารยาทน้อย” และด้วยกระบวนการแก้ไขกฎหมายของอาเซียนที่ยาวนาน จำศีลสัก 3 ฤดู แล้วค่อยได้แก้ ก็บังเอิญรัฐบาลและสภาพ้นอำนาจ เลยไม่ทันได้แก้ไข เป็นอันตกไป
นี่กลายเป็นปรากฏการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ฉายวนเวียนในภูมิภาค จนต่างชาติยังคงงงๆ กับกฎหมายทั้งสองกลุ่มนี้ ว่าจะรับมือยังไงดี ลงทุนแล้วจะ “รอดมั้ย”
สิ่งที่อาเซียนต้องทำ คือ ต้องมีมุมมองหลากมิติครับ มองได้ทั้งมุมประเทศตัวเอง ภูมิภาคตัวเอง ไปจนถึงมองแบบต่างชาติ หากวิเคราะห์ผลดีผลเสียจากหลากมุมแล้วเอามาชั่งน้ำหนักกัน น่าจะทำให้ตอบได้ง่ายขึ้นว่ากฎหมายอะไรควรคงไว้ และกฎหมายใดควรรีบๆ แก้ได้แล้ว ที่สำคัญคือ ต้องอย่าให้กฎหมายการเมืองแซงคิวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ประเทศครับ
ถ้ายังเร่งแก้กฎหมายเพราะการเมืองได้ แสดงว่ายังมีคนติด “เกมกฎ” อยู่ครับ







