
เปิดโมเดลสมุทรสาครปลดล็อกแรงงานเด็ก
นอกจากการศึกษาจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนสมควรได้รับ
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
นอกจากการศึกษาจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนสมควรได้รับ เพื่อให้มีความรู้และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่
การศึกษาในรั้วโรงเรียนยังเป็นกุศโลบายที่จะดึงเด็กออกมาให้ห่างไกลจากความเสี่ยงต่างๆ ทั้งอบายมุข การถูกแสวงประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการบังคับใช้แรงงานก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายและเป็นที่จับตาจากชาติตะวันตก
จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ไทยถูกจัดให้อยู่ในระดับกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) ติดต่อกัน 4 ปีแล้ว ซึ่งในปีนี้ไทยจะไม่สามารถคงสถานะเดิมได้อีก โดยอาจถูกปรับสถานะขึ้นอยู่ในระดับ Tier 2 หรือ Tier 1 แต่หากถูกปรับลดลงมาอยู่ในบัญชีที่แย่ลง หรือ Tier 3 จะส่งผลเสียมากมาย เช่น ถูกระงับการให้ความช่วยเหลือที่ไม่ได้เกี่ยวกับการค้าและสิทธิมนุษยชน ซึ่งกระทบต่อการส่งออกไปสหรัฐ กระทบภาพลักษณ์ประเทศ และผู้บริโภคสหรัฐอาจต่อต้านสินค้าไทย ขณะที่รัฐบาลสหรัฐอาจตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่ให้กับสินค้าไทย
สมพงค์์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) เล่าว่า ทุกวันนี้มีเพื่อนบ้านหลากหลายชาติเข้ามาทำงานในเมืองไทยจำนวนมาก เนื่องจากไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายอุตสาหกรรม เช่น ประมง ก่อสร้าง คนทำงานในบ้าน ไทยจึงควรมีแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อดูแลคนเหล่านี้ รวมถึงเด็กข้ามชาติทั้งที่เกิดในไทยและตามมากับพ่อแม่
เพราะไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในระยะยาว ซึ่งหมายความว่าเด็กข้ามชาติที่อยู่ในไทยในฐานะทายาทรุ่น 2 และ 3 ขณะนี้ก็อาจเข้าสู่ตลาดแรงงานไทยในอนาคต ประกอบกับเรื่องเด็กต่างด้าวไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เนื่องจากเป็นที่จับตามองของทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งและอาหารทะเล หากเด็กเหล่านี้ถูกบังคับเข้าสู่ตลาดงานก่อนวัยอันควร ก็อาจกระทบต่อภาพลักษณ์และทำให้สินค้าไทยถูกแบนจากตะวันตก
ดังนั้น การจัดการศึกษาให้เด็กข้ามชาติจะช่วยแก้ปัญหาแรงงานเด็ก เพราะเป็นการดึงเด็กออกห่างจากสถานประกอบการ และยังเป็นการสร้างทุนมนุษย์ที่จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อไทยและภูมิภาคอาเซียน
มูลนิธิได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ผลักดันให้เด็กข้ามชาติสามารถเข้าเรียนในระบบการศึกษาไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี 5 ก.ค. 2548 ซึ่งเฉพาะใน จ.สมุทรสาคร ประเมินว่ามีเด็กข้ามชาติราว 1,000 คน ที่เข้าเรียนในระบบแล้ว เหลืออีกราว 800900 คน ที่อยู่นอกระบบ ซึ่งเป็นการศึกษาทางเลือกในศูนย์การเรียนของกลุ่มชาติพันธุ์และองค์กรพัฒนาเอกชน
ขณะที่ยังมีเด็กข้ามชาติหล่นหายไปอีกจำนวนมาก โดยข้อมูลขึ้นทะเบียนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี (ทร.38/1) ในปี 2547 อยู่ที่ 2,800 คน และแต่ละปีมีเด็กเกิดราว 3,0004,000 คน ในปี 2556 สถิติมากถึง 5,000 คน ยังไม่นับรวมที่เกิดนอกสถานพยาบาล เช่น หมอตำแยทำคลอด จำนวนเด็กข้ามชาติน่าจะอยู่ที่ 45 หมื่นคน ซึ่งราวครึ่งหนึ่งถูกส่งกลับและเคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ จึงน่าจะมีเด็กใน จ.สมุทรสาคร ราว 2 หมื่นคน
โมเดลสมุทรสาครเป็นที่สนใจ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่จำนวนมากราว 34 แสนคน โดยมีแรงงานพม่ามากที่สุด ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ก็ต้องใช้เวลาปรับทัศนคติ เพราะคนไทยจำนวนมากยังมองเฉพาะมิติการใช้งานแรงงานข้ามชาติ และมีทัศนคติเชิงลบ ทั้งที่คนเหล่านี้มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก การดิ้นรนเข้ามาอยู่เมืองไทยก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง
ปัญหาที่พบ คือ สถานศึกษาบางแห่งที่อยู่ในเขตการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีนโยบายชัดเจนเรื่องการรับเด็กข้ามชาติเข้าเรียน ส่วนโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละแห่งมีความพร้อมและเปิดกว้างมากแค่ไหน ซึ่งมีหลายโรงเรียนที่เปิดรับเด็กเหล่านี้เรียนร่วมกับเด็กไทย ได้แก่ โรงเรียนวัดศิริมงคล โรงเรียนวัดศรีสุทธาราม โรงเรียนวัดเกาะ ฯลฯ ทำให้เด็กอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลในสังคม ขณะที่บางโรงเรียนก็ได้รับอานิสงส์จากการรับเด็กต่างด้าว เพราะทำให้จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นไม่ต้องถูกยุบ







