
เยอรมันนีเร่งโปรโมท"ยูซิเนา"ทางสายไหมยุคใหม่ เปิดโอกาส SME
แม้จะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2011 แต่ผู้ประกอบการธุรกิจส่วนใหญ่
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
แม้จะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2011 แต่ผู้ประกอบการธุรกิจส่วนใหญ่ รวมถึงกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ยังคงไม่รู้ว่าจีนและเยอรมนีมีเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อถึงกันเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการขนส่งกระจายสิ่งของและวัตถุดิบ ซึ่งมีชื่อว่าเส้นทางรถไฟสาย “ยูซิเนา”
ทั้งนี้ เส้นทางรถไฟสายนี้ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก มีระยะทางกว่า 1.1 หมื่นกิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างมหานครฉงชิ่งของจีนกับเมืองดุยส์บวร์ก เมืองศูนย์กลางการพาณิชย์ที่สำคัญทางภาคตะวันตกของเยอรมนี และได้ชื่อว่าเป็น “เส้นทางสายไหม” ยุคใหม่ ที่พาดผ่านเอเชียกลาง รัสเซีย เบลารุส และโปแลนด์
ขณะที่หลายฝ่ายยอมรับว่า “ยูซิเนา” นับเป็นการปฏิวัติระบบขนส่งระหว่างยุโรปกับเอเชีย นอกเหนือจากเส้นทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างเยอรมนีกับเซี่ยงไฮ้ ที่ช่วยให้การเดินทางจากเมืองดุยส์บวร์กไปยังนครฉงชิ่ง ศูนย์กลางโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอุปกรณ์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีโรงงานสำคัญ เช่น บริษัท ฟ็อกซ์คอนน์ ของไต้หวัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนแอปเปิล ยักษ์ใหญ่ไอทีสหรัฐ ให้เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยใช้เวลาเพียง 16 วันเท่านั้น ย่นระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งสินค้าทางเรือมากถึง 20 วัน
กระนั้น จูเลียน โบกเกอร์ โฆษกการท่าแห่งดุยส์บวร์ก ระบุว่า หนึ่งในความท้าทายหลักของทางรถไฟสายนี้ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าเป็นแค่สัญลักษณ์ความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนกับยุโรปก็คือการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการทั้งหลายที่ต้องการส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ
“คนส่วนใหญ่ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีรถไฟสายนี้ให้บริการอยู่ เราหวังว่าจะสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มบริการให้มากขึ้นได้” โบกเกอร์ กล่าวอย่างมีความหวัง หลังประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เดินทางเยี่ยมชมเส้นทางรถไฟสายนี้ เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยปัจจุบันนี้ ยูซิเนา ให้บริการอยู่ที่ 3 เที่ยวต่อสัปดาห์
นอกจากจะตั้งเป้าเพิ่มบริการ ซึ่งเริ่มมีการดำเนินการเจรจากับบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ และมีแผนขยายสู่ผู้ประกอบการขนาดเล็กต่อไปแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ท้าทายไม่แพ้กันก็คือ การหามาตรการสนับสนุนให้เมืองทั้งสองปลายทางได้กำไรเพิ่มมากขึ้น
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ภาพเจนตาจากขบวนรถไฟสายนี้คือตู้คอนเทนเนอร์มากถึง 50 ตู้ลำเลียงสินค้าเต็มพิกัดจากจีนมายังเมืองดุยส์บวร์ก ก่อนจะวิ่งกลับจีนไปในสภาพตู้เปล่า
“ขณะนี้ปริมาณสินค้าจากจีนเดินทางเข้ามายังยุโรปอยู่ในระดับมหาศาลมากกว่าที่ยุโรปส่งไปให้จีน ซึ่งนั่นถือเป็นปัญหาใหญ่” มาเรีย ลีเนน ผู้อำนวยการเอสซีไอ เวิร์คห์ บริษัทวิจัยตลาด กล่าว แต่ก็ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์เส้นทางรถไฟดังกล่าวอย่างมาก โดยผู้ประกอบการยุโรปสามารถตอบสนองความต้องการสินค้าในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ รวมถึงภาคการค้าของจีน ขณะที่ผู้ประกอบการจีนเองก็สามารถเข้าถึงตลาดยุโรปได้เร็วมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แม้จะยังเร็วไปที่จะประเมิน แต่ ลีเนน ยอมรับว่า เส้นทางรถไฟสายนี้มีอนาคตสดใสแน่นอน โดยเฉพาะหากสามารถตอบสนองเงื่อนไขด้านความปลอดภัย ความตรงต่อเวลา และสถานการณ์ทางการเมืองมีความมั่นคงดีพอ
นอกจากนี้ ทางการเยอรมนียังตั้งเป้าผลักดันให้้เส้นทางรถไฟสายยูซิเนากลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าจากเยอรมันนีไปจีนนอกเหนือจากการขนส่งทางเรือ ซึ่งได้รับความนิยมในการขนส่งสินค้าระหว่าง 2 ภูมิภาคอย่างล้นหลาม โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95% ของการค้าทั้งหมด
“รถไฟเร็วกว่าเรือถึง 2 เท่า แถมยังราคาถูกกว่าเครื่องบินอีก 2 เท่า” อีริค สตาก หัวหน้าขององค์กรผู้บริหารดำเนินการสถานีรถไฟดุยส์บวร์ก กล่าว ก่อนสรุปว่า แม้ส่วนแบ่งตลาดของเส้นทางรถไฟสายนี้จะยังกระจ้อยร่อยในขณะนี้ แต่ด้วยข้อดีที่มีอยู่ ทำให้เป้าหมายที่จะขยายการให้บริการเพื่อส่งเสริมกิจการทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กของเยอรมนี หรือกระทั่งจีน เป็นไปได้แน่นอน
ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียของประเทศเยอรมนี เช่นเดียวกับที่ประเทศนี้เป็นคู่ค้าอันดับต้นของจีนในภูมิภาคยุโรป โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศที่พุ่งทะลุเกิน 1.615 แสนล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา







