
บ้านมั่นคงชีวิตมั่นคง
เมื่อวันพุธที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาซีอีโอฟอรัมที่จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มาค่ะ งานนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นจากผู้นำองค์กรและผู้นำทางความคิดคนสำคัญๆ ที่จะมาร่วมมองทิศทางในเชิงนโยบาย และแนวโน้มทาง มหภาคร่วมกันค่ะ
เมื่อวันพุธที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาซีอีโอฟอรัมที่จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มาค่ะ งานนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นจากผู้นำองค์กรและผู้นำทางความคิดคนสำคัญๆ ที่จะมาร่วมมองทิศทางในเชิงนโยบาย และแนวโน้มทาง มหภาคร่วมกันค่ะ
ในงานเสวนานี้ ดิฉันก็มี มุมมองน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องบ้านในมุมของนโยบายสาธารณะ (Public Policy) ในต่างประเทศมาฝากเป็นอาหารสมองให้คุณผู้อ่านกันค่ะ อย่างที่เราทราบกันดีค่ะว่าเรื่องของบ้านนั้นเราอาจจะมองมันง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของธุรกิจทั่วๆ ไประหว่างผู้ขายบ้านและผู้สร้างบ้าน แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น เขาจะมองมากกว่านั้นค่ะ โดยเขาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในเชิงของนโยบายสาธารณะและสังคมวิทยาค่ะ
ในต่างประเทศมีงาน วิจัยออกมาว่า ความสุขของประชาชนนั้นมีค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation ในทิศทางที่สอดคล้องกันอย่างสำคัญกับการมีบ้านค่ะ นั่นหมายความว่าการมีบ้านนั้นเป็นความสุขพื้นฐานของประชาชนในชาติก็ว่าได้ และยิ่งในเวลานี้ที่กระแสการวัด “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” หรือ “Gross National Happiness” เพื่อเป็นทางเลือกแทนการใช้จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศแล้ว ภาครัฐเองก็ควรอย่างยิ่งที่ต้องผลักดันการมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเป็นนโยบายสำคัญ
นอกจากเรื่องความสุขแล้ว งานวิจัยยังระบุอีกว่าอัตราการมีบ้านของประชากรในประเทศสัมพันธ์กับการเกิดอาชญากรรมด้วย ยิ่งคนมีบ้านเป็นของตัวเองมากเท่าไร การก่ออาชญากรรมก็ลดลงไปด้วย เนื่องจากการเกิดอาชญากรรมนั้นโดยทั่วๆ ไปจะมีพื้นฐานมาจากชีวิตที่ไม่มั่นคง ขาดปัจจัยยังชีพทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการมีบ้านของประชากรจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อ “ความมั่นคงของมนุษย์”
ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกานั้น ให้ความสำคัญกับการมีบ้านมาก มีการจัดตั้งบริษัทอย่าง Freddie Mac และ Fannie Mae ซึ่งมีรัฐบาลค้ำประกันให้เพื่อหาสภาพคล่องให้ตลาดสินเชื่อบ้าน อีกทั้งกลไกของการให้สินเชื่อบ้านนั้นก็ทำผ่านระบบตลาดทุน ผ่านการออกตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อ จดจำนองบ้านค้ำประกัน หรือ MBS (MortgageBacked Securities)
เนื่องจากว่าโดยธรรมชาติของคนแล้ว หนี้เพื่อซื้อบ้านนั้นแม้จะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุด แต่ก็เป็นหนี้ก้อนสุดท้ายที่เราจะเบี้ยวเช่นกัน เพราะบ้านนั้นเป็นทุกอย่างของชีวิตคนคนหนึ่งเลย ซึ่งนั่นเองเป็นปัจจัยให้ราคาบ้านนั้นจะไม่ตกง่ายๆ และค่อนข้างมีเสถียรภาพค่ะ แต่ในกรณีของสหรัฐนั้นอาจเป็นข้อยกเว้นนะคะ สำหรับช่วงวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2007-2008 ที่ผ่านมา เนื่องจากอุปสงค์บ้านถูกขับเคลื่อนโดยภาวการณ์เก็งกำไรและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน แต่โดยพื้นฐานแล้วบ้านก็ถือเป็นความมั่นคงของชีวิตที่มีความต้องการรองรับในระยะยาวอยู่แล้วค่ะ







