
‘เอสซีจี-ซีพี’เผ่นหนีลงทุนนอก
‘กานต์’ประกาศชัดพึ่งพาไทยน้อยลง เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเป็นหลัก
‘กานต์’ประกาศชัดพึ่งพาไทยน้อยลง เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเป็นหลัก
เศรษฐกิจไทยกระอักพิษการเมือง เอกชนขาใหญ่นักลงทุนต่างชาติเบนเข็มลงทุนเพื่อนบ้าน
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างความเห็นจากบรรดาผู้ประกอบการไทยในงานรอยเตอร์ส-อาเซียน ซัมมิท ที่ระบุตรงกันว่าความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยืดเยื้อจนทำให้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสะดุดและบั่นทอนความต้องการบริโภคภายในประเทศ เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนไทยพุ่งเป้าไปลงทุนในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และผลักดันให้ความน่าสนใจในการลงทุนของไทยอ่อนด้อยลงไปอีก
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามซีเมนต์กรุ๊ป (เอสซีจี) ยอมรับว่า แผนการเติบโตในอนาคตของบริษัทมุ่งเป้าไปที่ตลาดนอกประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยเอสซีจีหันไปลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มากขึ้นและลงทุนในไทยน้อยลง
ขณะที่ นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพี) กล่าวว่า ทางซีพีมีแผนขยายการลงทุนในฟิลิปปินส์และเวียดนาม พร้อมตั้งเป้าว่า รายได้ของบริษัทจะมาจากการดำเนินงานในต่างประเทศเป็นหลัก โดยจะเพิ่มจาก 65% ในปัจจุบันมาอยู่ที่ 75% ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ตัวแทนจากสองบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของไทยสรุปตรงกันว่า หากวิกฤตการเมืองยังคงยืดเยื้อ ปริมาณความต้องการสินค้าของผู้บริโภคภายในประเทศของทั้งซีพีและเอสซีจี จะได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แน่นอน
ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองไทยเริ่มส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยข้อมูลจากโนมูระ พบว่า ปีนี้ชาวต่างชาติแห่ขายหลักทรัพย์ไทยแล้วสุทธิ 837 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.72 หมื่นล้านบาท) สวนทางกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่มีนักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปซื้อหลักทรัพย์สูงถึง 1,010 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 171 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ
นายแอนดรูว์ สวอน หัวหน้าหลักทรัพย์เอเชียจากแบล็กร็อก บริษัทบริหารจัดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุชัดว่า หากมองภาพรวมในภูมิภาคอาเซียนยังมีประเทศอื่นๆ อีกมากมายที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่าไทย สอดคล้องกับความเห็นของนายอึงเข่งเซี่ยง หัวหน้าตราสารหนี้เอเชียแปซิฟิกจากบริษัท สเตท สตรีท โกลบอล แอดไวเซอร์ส ที่กล่าวว่า ถ้าปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อต่อไป ไทยมีสิทธิถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังด้านการลงทุน
นอกจากนั้น ประเด็นทางการเมืองยังสะเทือนต่อการปรับลดอันดับความน่าลงทุนของประเทศที่ทั้งมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ BBB+/Baa1 และทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะมองข้ามไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ภาคเอกชนในประเทศเหล่านี้เห็นเป็นโอกาสที่ดีที่จะแซงหน้าประเทศไทย
ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการของพีที แอสทรา อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ระบุชัดว่า แดนอิเหนาน่าจะแซงหน้าไทยเป็นตลาดผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนภายใน 2 ปีข้างหน้า ก่อนก้าวขึ้นมาแทนที่ไทยในฐานะฐานผลิตรถยนต์ให้กับผู้ผลิตต่างชาติในอีกไม่กี่ปีถัดไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความวุ่นวายในไทยยังสร้างความเสียหายต่อปริมาณการลงทุนภายในประเทศ โดยผลสำรวจของรอยเตอร์สระบุว่าช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ สัญญาการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 43% โดยนักลงทุนต่างชาติชาวญี่ปุ่นลดลงมากที่สุดถึง 63%
น.ส.พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติตลอดทั้งปีนี้ของไทยโดยเฉลี่ยอาจน้อยกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนรอประเมินสถานการณ์







