
ภาษีมูลค่าเพิ่มกับการเป็นตลาดเดียวกัน
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อมชนิดหนึ่ง ที่ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้กิจการเป็นผู้เรียกเก็บจากผู้บริโภคและนำส่งกรมสรรพากร จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่าภาษีทางอ้อม
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อมชนิดหนึ่ง ที่ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้กิจการเป็นผู้เรียกเก็บจากผู้บริโภคและนำส่งกรมสรรพากร จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่าภาษีทางอ้อม
เนื่องจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการจัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าในประเทศเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเข้าสู่เออีซี (AEC) แต่ละประเทศสมาชิกก็ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า หรือบริการในประเทศของตน
อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่การเป็นตลาดและฐานผลิตเดียวกัน จะมีการแก้ไขกฎระเบียบรวมถึงการยกเลิกภาษีศุลกากรเพื่อให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าหรือบริการอย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีการค้าขายหรือบริการระหว่างประเทศในภูมิภาคเพิ่มขึ้น
ในบางสถานการณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มอาจมีผลต่อรายการระหว่างประเทศที่กิจการควรระมัดระวัง และมีการวางแผนจัดการที่ดี เพื่อที่จะไม่ทำให้กิจการมีต้นทุนที่สูงขึ้น
ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเรื่องการขายสินค้าระหว่างประเทศที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีผลกระทบได้อย่างไร
โดยทั่วไปถ้าเป็นกรณีค้าขายหรือบริการระหว่างประเทศ เมื่อผู้ขายหรือผู้ให้บริการจากประเทศหนึ่งเรียกเก็บค่าสินค้าหรือบริการจากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการในอีกประเทศหนึ่ง อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละศูนย์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าอัตราศูนย์จะนำมาใช้ (ขึ้นกับเงื่อนไขอื่นๆด้วย) กล่าวคือ ผู้ซื้อในต่างประเทศ (ผู้นำเข้า) จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ขาย (ผู้ส่งออก) แต่เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อหรือผู้นำเข้า ที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศของตน
ซึ่งโดยทั่วไปภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระในประเทศของตนจะไม่ใช่ต้นทุนในการประกอบกิจการ เพราะผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าสามารถขอคืนหรือนำไปหักจากภาษีขายของตนได้ ประเด็นที่อาจจะเกิดขึ้นและทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นต้นทุนของกิจการ ซึ่งแน่นอนจะมีผลต่อราคาขายสินค้าได้ คือ กรณีการขายสินค้าระหว่างประเทศโดยไม่มีการส่งสินค้าออกไปนอกประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น กิจการผลิตสินค้าในประเทศไทยได้รับคำสั่งซื้อจากบริษัทในประเทศสิงคโปร์ให้ส่งมอบสินค้าที่สั่งซื้อ ไปยังโรงงานผู้ผลิตสินค้าอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย เพื่อให้โรงงานแห่งที่สองใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในภายหลังให้แก่บริษัทสิงคโปร์ ทำให้ผู้ผลิตสินค้ารายแรกไม่มีการส่งออกสินค้าของตนออกไปนอกประเทศ
กรณีแบบนี้ประมวลรัษฎากรฯ ของไทยถือว่าไม่ใช่การขายสินค้าโดยส่งออกที่มีสิทธิใช้อัตราศูนย์ บริษัทไทยผู้ผลิตรายแรกจึงต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราปัจจุบันคือร้อยละ 7 จากบริษัทสิงคโปร์ ซึ่งบริษัทสิงคโปร์จะไม่สามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายให้แก่บริษัทไทยผู้ผลิตรายแรกได้ เนื่องจากไม่ใช่ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เป็นเหตุให้ต้นทุนของบริษัทสิงคโปร์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะไม่ช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าที่น่าสนใจสำหรับบริษัทต่างประเทศ
ทางออกสำหรับกรณีดังกล่าว ก็คงจะต้องดำเนินการให้มีการจัดซื้อวัตถุดิบดังกล่าว ผ่านโรงงานผู้ผลิตที่สอง คือ ให้โรงงานแห่งที่สองเป็นผู้ซื้อสินค้าจากโรงงานแรกเพื่อที่โรงงานแห่งที่สองจะได้เป็นผู้ใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อสำหรับสินค้าดังกล่าวแทนบริษัทสิงคโปร์ ซึ่งจะเห็นว่ารายการหนึ่งอาจมีผลกระทบต่อกิจการมาก ดังนั้นก่อนที่จะดำเนินการใดๆ กิจการควรศึกษาและพิจารณาประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
เมื่อสำรวจอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศสมาชิก จะพบว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 10 รวมถึงประเทศไทยด้วย เพียงแต่ปัจจุบันประเทศไทยจัดเก็บในอัตราลดลงที่ร้อยละ 7 ซึ่งอัตราร้อยละ 7 จะใช้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2557 นี้ หากไม่มีการขยายระยะเวลาเพิ่มก็จะกลับไปที่อัตราร้อยละ 10 ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบกับผู้บริโภคโดยตรง
ทั้งนี้ การลดลงของภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่ผ่านมา อาจทำให้รัฐต้องพึ่งพารายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อชดเชยการจัดเก็บภาษีที่ขาดหายไป
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการขยายระยะเวลาให้ใช้อัตราร้อยละ 7 ต่อไปหรือไม่ แต่ถ้าเทียบกับประเทศสมาชิกก็ถือว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยไม่แตกต่างจากเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยฟิลิปปินส์มีอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 12 ในขณะที่บรูไนไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือประเภทอื่นๆ ที่คล้ายกัน







