
CKPโตทางลัดเล็งซื้อ100เมกเสริมลงทุนเอง
CKP เล็งซื้อพลังงานทางเลือกทั้งในต่างประเทศ อีก 100 เมกะวัตต์ ตั้งไออาร์อาร์ 810%
CKP เล็งซื้อพลังงานทางเลือกทั้งในต่างประเทศ อีก 100 เมกะวัตต์ ตั้งไออาร์อาร์ 810%
น.ส.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) เปิดเผยว่า บริษัทจะพัฒนาโครงการเองเพื่อผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปี 2563 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 3,280 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน มีแนวคิดจะซื้อกิจการในธุรกิจพลังงานทางเลือกไม่ว่าจากลม แสงอาทิตย์ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อหวังเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 100 เมกะวัตต์ ซึ่งได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการหลายแห่ง
“บริษัทมุ่งจะเติบโตจากธุรกิจที่มี (ออร์แกนิกโกรท) ตามแผนพัฒนาโครงการที่มีอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มองการซื้อกิจการเพื่อหวังเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับการเจรจา และต้องได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทวางไว้ ว่าจะต้องมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ไออาร์อาร์) 810% จึงจะคุ้มกับการเข้าไปลงทุน” น.ส.สุภามาส กล่าว
สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ยังคง เป้าหมายไว้ที่ 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เฟส 2 กำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถขายไฟเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2560 รวมถึงโครงการน้ำบาก แหล่งเงินจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท ซึ่งมีอยู่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 บริษัทมีความจำเป็นต้องใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปในโครงการบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เฟส 2 ตามสัดส่วนการถือหุ้น 65% และหากแผนการซื้อกิจการเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 100 เมกะวัตต์ มีข้อสรุปและเป็นผลให้ความต้องการใช้เงินลงทุนเกินกว่าเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทลูกในแต่ละปี อาจทำให้บริษัทจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการระดมทุนทางอื่นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงิน การออกหุ้นกู้
น.ส.สุภามาส กล่าวว่า รายได้ในปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโต 30% จากปีก่อนหน้า มาจาก 3 โครงการ คือ น้ำงึม 2 บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เฟส 1 และบางเขนชัย เป็นแหล่งสร้างรายได้หลักอยู่ ขณะเดียวกัน อยูระหว่างพัฒนาในโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก (SPPP) 8 โครงการ
นายวรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ช.การช่าง (CK) กล่าวเสริมว่า การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทางบริษัทให้น้ำหนักต่อการทำธุรกิจในปี 2557 แต่ยืนยันว่ามูลค่างานในมือที่มีอยู่ 1.17 แสนล้านบาท มีเพียงพอต่อการสร้างการเติบโตให้กับรายได้ในช่วง 34 ปี คาดปีละ 34 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ยอมรับว่า 50% ของมูลค่างานในมือมาจากงานก่อสร้างของบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าไซยะบุรี งานทางด่วน ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจให้กับบริษัท ในระหว่างที่ประเทศยังคงมีปัญหาการเมือง
นอกจากนั้น ยังเตรียมประมูลงานใหม่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่คาดว่าจะเปิดประมูลในเดือน เม.ย.พ.ค. และโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2
นายวรพจน์ กล่าวถึงผลการดำเนินงาน บริษัท คาดว่ารายได้จากงานก่อสร้างในไตรมาสแรกที่ 8,200 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันปีก่อนที่ 8,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการรับรู้รายได้จากโครงการไซยะบุรี







