
ประเทศตลาดเกิดใหม่น่าสนใจหรือไม่ (1)
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการส่งออกของไทยมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกจากตลาดเดิมซึ่งล้วนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ สหรัฐ ประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Country) มากขึ้น เช่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย รัสเซีย บราซิลแอฟริกาใต้ รวมทั้งประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วยกัน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการส่งออกของไทยมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกจากตลาดเดิมซึ่งล้วนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ สหรัฐ ประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Country) มากขึ้น เช่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย รัสเซีย บราซิลแอฟริกาใต้ รวมทั้งประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วยกัน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี
หลายท่านคงคาดว่าประเทศตลาดเกิดใหม่นี้จะเป็นอนาคตอันสดใสของการส่งออกไทย โดยปัจจุบันประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวมนั้นมีขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 38.5% ของจีดีพีโลก เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ที่จีดีพีของประเทศตลาดเกิดใหม่มีสัดส่วนเพียง 20%
เมื่อปลายปีที่แล้วและต่อเนื่องถึงวันนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศเกิดความปั่นป่วนจากค่าเงินสกุลต่างๆ ในประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงอย่างมาก ซึ่งหากมองอย่างง่ายๆ ว่า อาจเกิดได้ว่าปริมาณเงินที่เคยไหลออกจากสหรัฐจากมาตรการ QE ไปท่วมตลาดเงินทั่วโลก รวมทั้งประเทศตลาดเกิดใหม่นั้น เริ่มไหลเวียนกลับไปยังสหรัฐ แต่คำอธิบายนี้อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวหรือดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น ค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญย่อมต้องเกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งคำตอบหลักคือ เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในประเทศเหล่านั้นนั่นเอง
แล้วปัจจัยด้านเศรษฐกิจอะไรบ้างที่ส่งผลให้ประเทศตลาดเกิดใหม่มีปัญหา ผมขออธิบายปัจจัยหลัก 4 ข้อ ดังนี้
1.การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ประเทศนั้นมีการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้ต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ อาจกระทำโดยการให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในทรัพย์สินของประเทศ หรือการกู้เงินโดยตรงทั้งการเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลและเอกชน ประเทศที่เข้าข่ายนี้ ได้แก่ ตุรกี อินเดีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย
2.การถือครองตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลโดยชาวต่างชาติเป็นสัดส่วนสูง ทำให้ประเทศนั้นมีความเสี่ยงที่รุนแรง หากต่างชาติลดการถือครองพันธบัตรดังกล่าว อันจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินและดอกเบี้ย ประเทศในกลุ่มนี้ คือ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
3.ทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่เทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมีไม่เพียงพอหรือไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม กรณีนี้เหมือนกับไทยเมื่อสมัยต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งส่งผลให้ต้องลดค่าเงินบาท นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณาจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่สามารถใช้ครอบคลุมมูลค่านำเข้า (Import Cover) ว่ามีมากน้อยเพียงใด
4.อัตราเงินเฟ้อสูง ประเทศที่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อสูง นอกจากจะทำให้เงินอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังจะเสี่ยงต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการเงิน ทำให้มีความเสี่ยงว่าเงินจะไหลออกมากขึ้นไปเรื่อยๆ เช่น อาร์เจนตินา
นอกจากนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาเงินทุนไหลเข้าและประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง และมีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนเพิ่มมากขึ้น
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาตลาดใหม่เพิ่มเติมจากตลาดเดิม หรือที่มีการค้าขายกับคู่ค้าในประเทศตลาดเกิดใหม่อยู่แล้วเพิ่มความสนใจในการวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นต้นเหตุของความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการชำระเงินค่าสินค้า และการตัดสินใจของคู่ค้าที่จะสั่งซื้อสินค้าจากท่าน รวมทั้งการวางแผนและดำเนินธุรกิจในปีนี้







