posttoday
กสิกรไทยทำใจเบอร์2ไล่บี้

กสิกรไทยทำใจเบอร์2ไล่บี้

27 มีนาคม 2557

เอยูเอ็มปีนี้เบียดกันมั่นใจยังแชมป์ออก‘โกลบอลบอนด์’เสริมทัพกองทุน

เอยูเอ็มปีนี้เบียดกันมั่นใจยังแชมป์ออก‘โกลบอลบอนด์’เสริมทัพกองทุน

บลจ.กสิกรไทย ทำใจ ถูกเบอร์ 2 ไล่หลัง ยอมรับปีนี้เอยูเอ็มเข้าใกล้กัน มั่นใจจะรักษาแชมป์ได้

นายจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของ บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในอันดับ 2 น่าจะเข้ามาใกล้กับเอยูเอ็มของ บลจ.กสิกรไทย มากขึ้น อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า บลจ.กสิกรไทย จะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมจัดการกองทุนไว้ได้

“ปีนี้เป้าหมายเรายังคงอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% เช่นเดิม โดยกองทุนตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์จะเป็นกองทุนที่สร้างเอยูเอ็มให้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย มีกองทุนประเภทนี้มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท และคาดว่าในเดือนนี้จะเพิ่มได้อีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท” นายจงรัก กล่าว

นายพงศ์พิเชษฐ์ นานานุกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.พ. กล่าวว่า “ไม่ได้ลำบากใจอะไรในการเข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่มีการแข่งขันรุนแรง และในการเป็นผู้นำตลาดไม่ได้หมายถึงการมีสินทรัพย์มากเป็นอันดับ 1 เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้นำในการออกตราสารใหม่ๆ ต้องทำให้นักลงทุนคิดถึง บลจ.กสิกรไทย เป็นอันดับแรก และต้องมีกำไรด้วย”

นายพงศ์พิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า บลจ.กสิกรไทย มีแผนที่จะออกกองทุนที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม พร้อมกับพัฒนาช่องทางการลงทุนให้สะดวกมากขึ้น โดยมีแผนที่จะพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านสมาร์ทโฟนได้ในอนาคต

นอกจากนี้ บลจ.กสิกรไทย ยังเปิดขายกองทุนเปิดเคโกลบอล บอนด์ (KGB) โดยลงทุนในกองทุน Templeton Global Bond FundClass I ซึ่งเน้นลงทุนตราสารหนี้จากทั่วโลก

นายนาวิน อินทรสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า กองทุนหลักมีนโยบายสร้างผลตอบแทนจาก 3 ส่วน คือ ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ กำไรจาก อัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงของอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ที่ลงทุน

ปัจจุบันกองทุนหลักมีมุมมองบวกต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งให้น้ำหนักลงทุนในประเทศที่มีโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง โดยมีการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อต่ำกว่าระดับน่าลงทุนอยู่ประมาณ 14% จากเพดานที่กำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25% ของมูลค่าสินทรัพย์ ขณะเดียวกัน ยังลดอายุตราสารหนี้เฉลี่ยเหลือเพียง 1.61 ปี จากเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 6.79 ปี

“การเน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่ และลดอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ พร้อมกันนี้ยังลดการลงทุนตราสารหนี้ในสหรัฐอีกด้วย กลยุทธ์ดังกล่าวน่าจะตอบสนองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นในสหรัฐได้เป็นอย่างดี” นายนาวิน กล่าว

ทั้งนี้ กองทุน KGB จะเสนอขายระหว่างวันที่ 18 เม.ย.นี้ โดยมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของกองทุน KGB ใกล้เคียงกับผลดำเนินงานของกองทุนหลัก

ด้าน บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี กาญจนทรัพย์ 6 ซีรีส์ 26 อายุ 6 เดือน ซึ่งมีนโยบายลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศไม่เกิน 79% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยจะลงทุนในเงินฝากประจำของธนาคาร AkBank ประเทศตุรกี เงินฝากประจำของ China Construction Bank (CCB) และที่เหลือลงทุนตราสารหนี้ในประเทศ ได้แก่ ตราสารหนี้ระยะสั้นของธนาคารเกียรตินาคิน, ตั๋วแลกเงินบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส และตราสารหนี้ระยะสั้นของธนาคารกรุงไทย โดยคาดว่าจะให้ผลตอบแทนสุทธิ 2.95% และเสนอขายจนถึงวันที่ 31 มี.ค.

ขณะที่ บลจ.กรุงไทย เปิดขายกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 41 อายุ 6 เดือน เน้นลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ประกอบด้วย เงินฝากประจำ China Construction Bank, Bank CIMB Niaga Tbk, Bank Danamon, MTN ออกโดย Agricultural Bank of China, Banco BTG Pactual และ ECP ค้ำประกันโดย SBER Bank รวม 90% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และที่เหลือลงทุนตราสารหนี้ในประเทศ คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสุทธิประมาณ 2.95% เสนอขายถึงวันที่ 31 มี.ค.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท