
แปรรูปขิงดองไทยบุกตลาดอาเซียน
ผักพื้นบ้านของไทย ทั้งขิง มะเขือม่วง และบ๊วย ได้รับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งขิงดอง และขิงแช่อิ่ม ที่มีรสชาติรูปแบบใหม่ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ไทย “HCF”
ผักพื้นบ้านของไทย ทั้งขิง มะเขือม่วง และบ๊วย ได้รับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งขิงดอง และขิงแช่อิ่ม ที่มีรสชาติรูปแบบใหม่ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ไทย “HCF”
“นลพรรณ แย้มแขไข” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชวี่ เฉวียน ฟูดส์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ที่เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวประมาณ 8 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทได้ก่อตั้งมาประมาณ 21 ปีแล้ว มีคุณพ่อเป็นผู้ก่อตั้งร่วมกับนักธุรกิจจากประเทศใต้หวัน เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจการเกษตร เพราะคุณพ่อได้ทำอุตสาหกรรมอาหารใน จ.เชียงราย อยู่แล้ว
จุดเริ่มต้นทำธุรกิจระยะแรก เพื่อส่งออก ขิงดอง ขิงสไลด์ และมะเขือม่วง ไปตลาดต่างประเทศ เน้นประเทศ ญี่ปุ่น โดยมุ่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง พร้อมกับพัฒนารสชาติให้ถูกปากของชาวญี่ปุ่น ที่ชื่นชอบรสชาติขิง แบบเผ็ดนำ จึงสินค้าสามารถส่งออกสินค้าไปครองใจลูกค้าในประเทศญี่ปุ่นนานถึง 20 ปีแล้ว
"นลพรรณ” กล่าวว่า ได้เข้ามาช่วยบริหารด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และการมุ่งผลิตสินค้าให้มีคุณภาพสูง ซึ่งแผนรุกตลาดในประเทศ ได้เข้าไปทำตลาดผ่านร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย และในปีนี้จะขยายตลาดผ่านห้างค้าปลีก และร้านอาหารทั่วไปที่นิยมสินค้าขิงดอง มะเขือม่วง และบ๊วยดอง คาดว่าเริ่มวางตลาดผ่านห้างค้าปลีกในปีนี้ ซึ่งการทำตลาดในไทย ก็ต้องพัฒนารสชาติขิงดองให้เหมาะกับคนไทย ที่ชื่นชอบขิงมีรสหวาน และไม่เผ็ด
พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัว ขิงแช่อิ่ม สูตรไม่มีน้ำตาล เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ และไม่ต้องการอาหารที่มีรสชาติหวาน ขิงซีอิ๋วรสเห็ดหอม ที่สามารถรับประทานกับข้าวต้ม และนำไปผัดเป็นเมนูใหม่ได้ ขณะเดียวกัน ยังมี ขิงสามรส ที่นำไปรับประทานกับเมนูอาหารต่างๆ หลังจากนี้ไปจะพัฒนาขิงให้มีรสชาติ และมีผลิตภัณฑ์ให้มีหลากหลายมากที่สุด
ขณะเดียวกัน สนใจขยายกลุ่มลูกค้าไปยังคนรุ่นใหม่ ที่มีแผนพัฒนาสินค้าขิงดองร่วมกับผักชนิดอื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา เนื่องจากขิงดองลูกค้าที่รับประทานส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนทำงาน และคนสูงอายุ ดังนั้น การขยายผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ก็มีโอกาสรุกตลาดไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้
สิ่งสำคัญของ ธุรกิจการเกษตรคือ การมีทีมวิจัยและพัฒนาสินค้า (อาร์แอนด์ดี) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งยกระดับสินค้าการเกษตร และพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีนวัตกรรมใหม่ออกมาสู่ตลาด เพื่อเปลี่ยนโฉมสินค้าเกษตรไทย และทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้มากที่สุด
กลยุทธ์สร้างแบรนด์นั้น จะเข้าไปร่วมงานแสดงสินค้าอาหารทั้งในประเทศและตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแบรนด์ “HCF” สู่กลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติที่ชื่นชอบขิงดอง ทั้งนี้ ประเมินตลาดร้านอาหารใน
ไทยมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะสินค้าการเกษตรไทยมีประโยชน์ โดยเฉพาะขิงดอง มะเขือม่วงดอง และบ๊วยดอง ก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ตลาดอาเซียนนั้น วางแผนจะเข้าไปทำตลาดในปี 2558 ผ่านคู่ค้าร้านอาหาร และโรงแรมในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตลาดอาเซียนมีความน่าสนใจเข้าไปทำธุรกิจ เพราะเป็นตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทางด้านแหล่งปลูกสินค้าการเกษตรจะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และภาคอีสาน โดยปัจจุบันมีโรงงานอยู่ที่ จ.เชียงราย กำลังการผลิต ขิงดอง อยู่ที่ 10,000 ตันต่อปี มะเขือม่วง 5,000 ตันต่อปี และบ๊วยดอง 1,000 ตันต่อปี ซึ่งในปีนี้ได้ลงทุน10 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องเย็นเก็บสินค้าใหม่ มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อรองรับการขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นบริษัทที่ผลิตขิงดองรายใหญ่สุดในประเทศไทย
นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาได้ขยายธุรกิจการเกษตรไปในประเทศลาว ด้วยการทำคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง กับ
เกษตรกรในประเทศลาว เป็นผู้ปลูกขิงให้แก่บริษัท เนื่องจากในไทยเกษตรกรปลูกขิงลดลง เป็นผลมาจากขิง ไม่ใช่พืชที่มีการประกันราคาสินค้าเกษตรจากภาครัฐ ดังนั้น การขยายแหล่งปลูกไปในประเทศเพื่อนบ้าน จึงช่วยกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจให้แก่บริษัท
“ปัจจุบันมีคู่แข่งส่งออกขิงดองไปต่างประเทศประมาณ 4-5 ราย แต่ละรายก็มีสินค้า และรูปแบบที่เหมือนกัน รวมทั้งมีคู่แข่งจากประเทศจีนที่มุ่งขายสินค้าราคาถูกด้วย แต่บริษัทมุ่งผลิตสินค้าให้มีคุณภาพสูง และใช้วัตถุดิบที่ดี ส่งผลให้ลูกค้าจากประเทศญี่ปุ่น สนใจสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทต่อเนื่อง และไม่กังวลเรื่องราคา” นลพรรณ กล่าว
ทั้งนี้ยอดขายในปีนี้จะเติบโต 50% ในประเทศ ส่วนต่างประเทศ คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว เพราะส่งออกในจำนวนที่คงที่ต่อเนื่องหลายปีแล้ว โดยสัดส่วนยอดขายมาจากตลาดในประเทศ 30% และส่งออก 70%
ขณะที่เป้าหมายระยะยาว อยากสร้างแบรนด์ไทย “HCF” ให้ลูกค้าคนไทยและลูกค้าต่างชาติรู้จักมากขึ้น และให้ทุกคนรู้สึกว่า หากอยากซื้อขิงดองต้องเป็นแบรนด์ “HCF” เท่านั้น







