posttoday
ดิจิตอลเนทีฟผู้ทรงอิทธิพลการตลาด

ดิจิตอลเนทีฟผู้ทรงอิทธิพลการตลาด

27 มีนาคม 2557

เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มนุษย์ต้องก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะนักการตลาด เพราะปัจจุบันอายุของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตนับวันจะยิ่งน้อยลง หรือเรียกได้ว่าเด็กที่เกิดในศตวรรษนี้ไม่มีใครใช้อินเทอร์เน็ตไม่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นเพราะเด็กกลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอล

เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มนุษย์ต้องก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะนักการตลาด เพราะปัจจุบันอายุของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตนับวันจะยิ่งน้อยลง หรือเรียกได้ว่าเด็กที่เกิดในศตวรรษนี้ไม่มีใครใช้อินเทอร์เน็ตไม่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นเพราะเด็กกลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอล

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ “บริษัท มายด์แชร์” เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยี หรือพฤติกรรมของผู้บริโภค จนทำให้เกิดงานวิจัยเชิงคุณภาพกับกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอายุ 924 ปี เพื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต และทำความเข้าใจผลกระทบจากโลกดิจิตอลของกลุ่มดิจิตอลเนทีฟ หรือกลุ่มที่เกิดและเติบโตในยุคเทคโนโลยีดิจิตอล ซึ่งคิดเป็น 13% หรือประมาณ 8.57 ล้านคนของประชากรไทยอายุ 1465 ปี

สุชาดา สุภาการ ผู้อำนวยการวางแผนและพัฒนาธุรกิจ มายด์แชร์ กล่าวว่า พฤติกรรมออนไลน์ของกลุ่มดิจิตอลเนทีฟสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะเป็นกลุ่มที่เติบโตในสังคมเทคโนโลยีดิจิตอลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นักการตลาดจึงควรปรับกลยุทธ์ตลาดให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน

สองกลุ่มสำคัญที่ มายด์แชร์ เข้าไปทำการศึกษาพฤติกรรม คือ กลุ่มดิจิตอลลี่ บอร์น (Digitally Born) คือ กลุ่มวัยรุ่นที่ใช้อินเทอร์เน็ตอายุ 14-17 ปี และเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เด็กกลุ่มนี้รู้จักและใช้อินเทอร์เน็ตเป็นจากสิ่งแวดล้อม เช่น โรงเรียน ครอบครัว และเพื่อน

แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณและเวลา เนื่องจากกลุ่มดิจิตอลลี่ บอร์น ยังเป็นนักเรียน ซึ่งต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการไปโรงเรียนและทำการบ้าน จึงทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แต่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อระหว่างกลุ่ม เช่น ใช้เพื่อแชตไลน์ ใช้เข้าโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่ออัพเดท ติดตามสถานะ และเพื่อความบันเทิง เช่น ดูทีวีออนไลน์ หรือเล่นเกมออนไลน์ และดูยูทูบผ่านทางสมาร์ทโฟน เพราะเป็นช่องทางเชื่อมต่อได้ง่ายและรวดเร็ว

จากข้อจำกัดของการใช้อินเทอร์เน็ตดังกล่าว ทำให้กลุ่มดิจิตอลลี่ บอร์น ยังไม่มีการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อช็อปปิ้งออนไลน์ เนื่องจากยังไม่มีเงินหรือบัตรเครดิต แต่หากนักการตลาดมีการวางแผนทำตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ ด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าให้เข้าไปอยู่ในใจ น่าจะเป็นผลดีกับการทำตลาดและขายในอนาคต เพราะอีกไม่กี่ปีผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีอิทธิพลกับการทำตลาดสินค้าต่างๆ ในอนาคต

อีกหนึ่งกลุ่มที่มายด์แชร์ศึกษาพฤติกรรม คือ กลุ่มอีโวลวิ่ง ดิจิเซ่น (Evolving Digizen) หรือกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้อินเทอร์เน็ตอายุ 1824 ปี ครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้ใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลาผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ชีวิตประจำวันของวัยรุ่นกลุ่มนี้จะเริ่มจากใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูล และใช้เข้าโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อสื่อสารระหว่างกลุ่มและหาเพื่อนใหม่ผ่านทางเฟซบุ๊ก

นอกจากนี้ ยังพบว่าคนกลุ่มนี้ชอบการติดตามข่าวสารผ่านทางบล็อก โดยเฉพาะพันทิป รวมไปถึงการแชร์รูปภาพพร้อมเช็กอินสถานที่แบบเรียลไทม์ และเฝ้าจับตามองไลฟ์สไตล์การแต่งตัวของเหล่าคนดังผ่านอินสตาแกรม แล้วปรับให้เข้ากับบุคลิกสไตล์ของตน โดย 84% ของกลุ่มนี้เชื่อว่าอินเทอร์เน็ตคือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเริ่มช็อปปิ้งออนไลน์

จากพฤติกรรมที่พบดังกล่าว นักการตลาดควรหาช่องว่างเข้ามาทำกิจกรรม และสร้างแบรนด์สินค้าผ่านสื่อดิจิตอลให้มากขึ้น เพราะกลุ่มเป้าหมายทั้งสองกลุ่ม ถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ดังนั้นนักการตลาดจึงควรนำ 8 ข้อคิดไปปรับใช้ เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มดิจิตอลเนทีฟ

ในส่วนของ 8 ข้อที่ควรนำไปปรับใช้ คือ 1.การตอบสนองความต้องการหลักของกลุ่มนี้ให้ตรงจุด ซึ่งสิ่งนั้นคือความสะดวกและความรวดเร็ว 2.การทำให้แบรนด์อยู่ในทุกที่ที่กลุ่มนี้เข้าถึง คือ เครื่องมือสำคัญสำหรับกลยุทธ์ “Always on” ในการผลักให้แบรนด์ปรากฏในสายตากลุ่มดิจิตอลเนทีฟ

3.การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม ช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่แล้ว สิ่งนี้นักการตลาดควรใช้ช่องทางหลักๆ ที่มีอยู่แล้วในโลกออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ไลน์ รวมไปถึงพันทิป นำมาปรับใช้ เพราะกลุ่มนี้ต้องการความสะดวกรวดเร็ว 4.การสื่อสารผ่านมือถือและแท็บเล็ต เพราะคนกลุ่มนี้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้โดยปราศจากมือถือและแท็บแล็ตในการสื่อสาร ดังนั้นนักการตลาดจึงไม่ควรละเลยช่องทางการสื่อสารนี้

5.สร้างเนื้อหาให้แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งนักการตลาดควรสื่อสารด้วยเนื้อหาที่ให้ความบันเทิง น่าตื่นเต้น และน่าค้นหา รวมถึงเรื่องที่ทันสมัยที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อให้กลุ่มนี้แชร์และส่งต่อกัน 6.พลังของปากต่อปาก ยังคงเป็นสิ่งหลัก ที่นักการตลาดควรให้ความสำคัญสื่อสารกับกลุ่มนี้7.การเข้าหาด้วยเกมและกลุ่ม กลยุทธ์นี้มีบทบาทอย่างยิ่งต่อกลุ่ม “ดิจิตอลลี่ บอร์น” เพราะชอบเล่นเกม และ 8.ปรับตัวตามเร็ว เพราะโตมาพร้อมเทคโนโลยี

สุชาดา กล่าวว่า ด้วยพฤติกรรมที่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี ชอบความสะดวกและรวดเร็ว ทำให้คอนเทนต์และบริการต้องชัดเจน เข้าใจง่ายเพราะหากเกิดความยุ่งยากผู้บริโภคกลุ่มนี้จะปฏิเสธการติดต่อสื่อสารทันที ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักการตลาดควรระมัดระวังอย่างยิ่ง

แม้ว่าเทคโนโลยีจะนำมาซึ่งช่องทางการทำตลาดใหม่ๆ ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น แต่หากนักการตลาดขาดความระมัดระวังไม่มีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคให้ดี ผลดีที่คาดว่าจะได้รับจากช่องทางดังกล่าวก็อาจจะกลับกลายเป็นผลลบได้ในชั่วพริบตาเดียว

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล