
แนะผู้ส่งออกใช้หยวน
ซื้อขายสินค้าโดยตรงรับค่าเงินผันผวนลดความเสี่ยงหลังจีนปรับนโยบาย
ซื้อขายสินค้าโดยตรงรับค่าเงินผันผวนลดความเสี่ยงหลังจีนปรับนโยบาย
แบงก์แนะผู้ส่งออกไทยจีน หันใช้เงินหยวนทำธุรกรรม ลดความเสี่ยงผันผวน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ออกบทวิเคราะห์แนะนำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจระหว่างไทยจีน หันมาใช้เงินหยวนแทนเงินเหรียญสหรัฐในการทำธุรกรรมให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงหลังความผันผวนค่าเงินสูงขึ้น อันเป็นผลจากการขยายกรอบรายวันของค่าเงินหยวนเป็น 2% จากระดับ 1% ซึ่งทำให้ความผันผวนของค่าเงินหยวนต่อเหรียญสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.19% ในหนึ่งสัปดาห์ก่อนการขยายกรอบเป็น 0.31% ในหนึ่งสัปดาห์หลังการขยายกรอบ
ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี ระบุว่า แม้การทำธุรกรรมระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะยังคงใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐเป็นหลัก ทว่าเงินหยวนเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
จากรายงานของสมาคมสื่อสารการเงินระหว่างธนาคารนานาชาติ (สวิฟท์) พบว่า เงินหยวนแซงหน้ายูโรในการทำธุรกรรมสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศขึ้นเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา โดยมีสัดส่วน 8.66% จาก 1.89% ในต้นปี 2555 หรือมีอัตราเติบโตในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศกว่า 360% ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี
ศูนย์วิเคราะห์ให้ความเห็นว่า ความผันผวนที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งฝั่งไทยและจีน ต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการแปลงค่าเงินระหว่างเงินบาท เหรียญสหรัฐ และหยวน ซึ่งสร้างความเสียเปรียบต่อทั้งสองฝ่าย จากการที่ไม่สามารถปิดความเสี่ยงในธุรกรรมด้านใดด้านหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การค้าขายโดยใช้สกุลเงินหยวนจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจในการทำการค้าระหว่างไทยและจีน โดยอาจเริ่มทยอยทำเพียงบางส่วนของธุรกรรมก่อน ซึ่งผู้ประกอบการจีนจะกำจัดความเสี่ยงค่าเงินอย่างสิ้นเชิงและช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อรองธุรกิจกับจีนได้มากขึ้นด้วย
น.ส.ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน กล่าวว่า มีแนวโน้มสูงที่ผู้ประกอบการจะหันมาใช้เงินหยวนมากขึ้น ปัจจุบันเงินหยวนขยับมาเป็นสกุลเงินที่ใช้ทำธุรกรรมมากที่สุดอันดับ 7 ของโลก ท่ามกลางการผลักดันจากรัฐบาลจีน อาทิ การเปิดสวอปไลน์ การสนับสนุนการค้าชายแดนด้วยเงินหยวน และการให้สิทธิพิเศษด้านภาษี







