
ฟิลลิปได้ฤกษ์ลุยประกันชีวิต
ลั่นเน้นแผนลงทุนระยะยาวไม่มีขายต่อผนึกธุรกิจการเงินให้บริการครบวงจร
ลั่นเน้นแผนลงทุนระยะยาวไม่มีขายต่อผนึกธุรกิจการเงินให้บริการครบวงจร
กลุ่มฟิลลิปลั่นลงทุนประกันชีวิตไทยระยะยาว ผนึกธุรกิจการเงินให้บริการครบวงจร มั่นใจไม่ซ้ำรอย
นายฮัวมินลิม ประธานกลุ่มฟิลลิปแคปปิตอล ประเทศสิงคโปร์ และประธาน บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต เปิดเผยว่า กลุ่มฟิลลิปได้เข้าถือหุ้นในบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต 98% ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก รมว.คลัง เรียบร้อยแล้ว โดยได้ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2556 และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2557 โดยพร้อมจะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต ตลอดเวลาที่ต้องการ
ทั้งนี้การลงทุนในธุรกิจประกันชีวิตที่ประเทศไทยเป็นการลงทุนระยะยาวเหมือนกับธุรกิจหลักทรัพย์ (บล.) ธุรกิจบริหารจัดการกองทุนรวม (บลจ.) ที่มีการลงทุนในไทยมากกว่า 20 ปี และไม่เคยขายธุรกิจในไทย พร้อมยืนยันว่าจะไม่ซ้ำรอย บริษัท ฟินันซ่า โดยจะปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการอย่างเคร่งครัด ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอัตราเงินกองทุนตามกฎหมายอยู่ที่ระดับ 140%
“การลงทุนในธุรกิจประกันชีวิตจะทำให้เรามีผลิตภัณฑ์การเงินที่ครบวงจร ให้บริการแก่ลูกค้าของเราในระยะยาว ซึ่งเราเชื่อว่าธุรกิจประกันชีวิตในไทยจะเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง” นายลิม กล่าว
นายลิม กล่าวว่า ทั้ง 3 ธุรกิจจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เอื้อต่อกัน โดยเน้นให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด เพราะปัจจุบันลูกค้าไม่ได้มองหาผลิตภัณฑ์การเงินเพียงชนิดเดียว แต่ต้องการความคุ้มครอง การออม และการลงทุน ในการวางแผนการเงินให้เพียงพอหลังเกษียณ
นายสุจินต์ พงศ์ศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวม 7,000 ล้านบาท ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนเป็นส่วนใหญ่ และลงทุนในหุ้นเพียง 5% รวมแล้วให้ผลตอบแทนราว 5%
ขณะที่หนี้สินปัจจุบันเหลือประมาณ 1,200 ล้านบาท ตั้งสำรองหนี้สูญ 500 ล้านบาท เพราะยังมีส่วนที่อยู่ระหว่างกระบวนการเรียกหนี้คืนในปีนี้ 300 ล้านบาท ซึ่งหากปิดรายการนี้ได้จะไม่ต้องตั้งสำรอง และเงินที่ตั้งไว้จะเป็นรายได้ของบริษัท
สำหรับปี 2557 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยปีแรก 150 ล้านบาท หลังถูกควบคุมกิจการโดยทางการและห้ามขายประกันและเบี้ยต่ออายุยังมีอยู่ราว 730 ล้านบาท รวมเบี้ยรับทุกประเภทในปีนี้ 880 ล้านบาท







