
รื้อภาษีรับเปิดเออีซี
ลดซ้ำซ้อนเพิ่มโปร่งใสง่ายต่อเอกชนง่าแก้ปัญหาตีตลาดจูงใจต่างชาติขยายลงทุน
ลดซ้ำซ้อนเพิ่มโปร่งใสง่ายต่อเอกชนง่าแก้ปัญหาตีตลาดจูงใจต่างชาติขยายลงทุน
หอการค้าไทยลุยศึกษาปฏิรูปภาษีสรรพสามิต หวังโปร่งใสระบบจัดเก็บดีขึ้น ดึงดูดต่างชาติลงทุน
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานคณะกรรมการกฎหมายภาษีอากร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำการศึกษาการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อนำเสนอเป็นวาระเร่งด่วนให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา เนื่องจากระบบภาษีสรรพสามิตในปัจจุบันมีปัญหาใหญ่ 3 ประการ ได้แก่ 1.การจัดเก็บรายได้สรรพสามิตในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 ต่ำกว่าประมาณการถึง 11% หรือประมาณ2.1 หมื่นล้านบาท
2.โครงสร้างภาษีสรรพสามิตในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องโครงสร้างบิดเบือน มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส รวมทั้งปัญหาเรื่องอัตราภาษีที่เหมาะสม และ 3.รองรับการแข่งขันที่สูงขึ้นหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะทำให้การค้าขายในภูมิภาคนี้ขยายตัวมากขึ้น
นายพงศธร อังศุสิงห์ ประธานคณะอนุกรรมการภาษีสรรพสามิต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสมาชิกหอการค้าไทยเข้ามามากเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตและฐานภาษีที่เรียกเก็บ เพราะทั้งการเรียกเก็บจากราคาหน้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือการเรียกเก็บจากราคาขายปลีกต่างเป็นข้อมูลธุรกิจที่ไม่ได้เปิดเผย จึงมองว่าน่าจะมีการพิจารณาหาฐานภาษีตัวอื่นที่เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อนมาใช้ รวมทั้งฐานภาษีสรรพสามิตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันใช้กันมานานมากแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมายังมีการบิดเบือนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามนโยบายทางการเมืองอีกด้วย
ด้าน น.ส.ศิริญญา ดุสิตนานนท์ หัวหน้าโครงการ สถาบันวิชาการนโยบายกิจการสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แนวทางการศึกษาดังกล่าวจะเป็นการรวบรวมปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อนำเสนอให้มีการพิจารณาทบทวนให้เหมาะสม เช่น กรณีของเครื่องปรับอากาศ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม แบตเตอรี่ และโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเรียกเก็บ แต่อยู่ในพิกัด โดยจะต้องมองให้เหมาะสมทั้งในมุมของผู้จัดเก็บภาษีและผู้เสียภาษี
นอกจากนี้ ยังเป็นการรองรับหลังเปิดเออีซีด้วย เนื่องจากจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี ซึ่งอาจนำไปสู่การนำเข้าสินค้าราคาถูกและสินค้าหนีภาษีมายังประเทศไทยมากขึ้น จนเกิดภาวะสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านไหลทะลักเข้ามาตีตลาดและแย่งตลาดสินค้าในประเทศไทยไปสุดท้ายจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้ตามเป้า
ขณะเดียวกัน การปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ให้เป็นธรรม โปร่งใสตามหลักสากลนั้นจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น หรืออาจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 5 เดือนก่อนจะนำเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศด้วย







