posttoday
ของฉัน

ของฉัน

26 มีนาคม 2557

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เทศกาล “ของฉัน”

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เทศกาล “ของฉัน”

ไม่ได้หมายถึง “อาหารพระ” แต่หมายถึงการแห่กันใส่ “อะพอสโทรฟี่เอส” แสดงความเป็นเจ้าของ

โดยเฉพาะดราม่าสิงคโปร์จัดงานสงกรานต์แข่งกับไทย ที่ส่งสัญญาณดราม่ายาวนานเป็นสัปดาห์ และใหญ่โตลุกลาม จนดูยากจะแฮปปี้เอนดิ้ง

เพราะ ททท.ถึงขั้นหารือจะไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเทศกาลทั้งหลาย เช่น ลอยกระทง ดักคอเพื่อนบ้านจัดแข่ง

แม้ในแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี บลูพรินต์ พยายามส่งเสริมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทั่วทั้งภูมิภาค แต่พอเอาเข้าจริง เวลาพูดถึงเรื่องจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาด้านวัฒนธรรม ผมก็ตั้งข้อสงสัยว่า การจดแบบนี้จะครอบคลุมได้แค่ไหน

เช่น เรื่องสงกรานต์ที่สิงคโปร์จัดปีนี้ หากดูรายละเอียดของงานลึกๆ ลงไป ก็ต้องบอกว่า แทบไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับสงกรานต์ไทยและวัฒนธรรมไทยแท้ๆ เลย ไม่ได้จัดรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เน้นเล่นน้ำ จัดคอนเสิร์ต ปาร์ตี้เอามันส์ มีเพียงโชว์มวยไทย และศิลปินไทย ที่พอจะพูดได้เต็มปากว่า “เออ อันนี้ไทย”

ดังนั้น สมมติว่าเราจดทะเบียนทั้งหลายได้จริง เขาจะยังจัดงานเล่นน้ำได้มั้ย หรือถ้าเขาอยากจัดลอยกระทงบ้าง กระทงที่เราจะแสดงความเป็นของฉันได้ จะเป็นเฉพาะกระทงใบตองหรือไม่ หรือจะครอบคลุมทั้งกระทงขนมปัง กระทงโฟมด้วย แล้วถ้าเพื่อนบ้านจะลอยกระทงอื่นๆ นอกเหนือจากนี้จะทำได้หรือไม่

ไหนจะต้องตั้งคำถามอีกว่า ประเพณี วัฒนธรรม เทศกาลเหล่านี้ เป็นของฉัน “แท้ๆ” หรือไม่ เพราะทั้งสงกรานต์ ทั้งลอยกระทง ตลอดจนวัฒนธรรมไหนๆ ก็ดูพิสูจน์ยากทั้งนั้นว่าเป็นของใคร เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งมีแบบสินค้า แต่เป็นสิ่งที่มีกันมานานหลายสิบหลายร้อยปี

ลาวก็มีสงกรานต์ กัมพูชาก็มีลอยกระทง และแต่ละที่ก็มีจัดเทศกาลของตัวเอง

จริงๆ จะไม่มีอะไรยุ่งยากเลยครับ หากเรา “ลืม” เรื่อง “ของฉัน” และมองกันใหม่ เราอาจเห็นอะไรเพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่อง

1.งานเทศกาล วัฒนธรรม ประเพณี ที่โดนเอาไปจัดแข่งนั้น ต้องดังมาก ต้องดีมากจริงๆ ไม่งั้นคงไม่มีใครอยากจัดตาม 2.พอเขาทำตาม เขาก็เอามวยไทย เอาวัฒนธรรมไทยไปแสดง วัฒนธรรมไทยก็ยิ่งดังขึ้นไปอีก 3.เขายังเอาศิลปินเราไปแสดง ทำให้ธุรกิจบันเทิงเรามีรายได้เติบโต ต่างชาติรู้จักคนในอุตสาหกรรมบันเทิงเรามากขึ้น และ 4.ถึงเขาจะจัดอย่างไร ต่างชาติก็ต้องอยากไปเที่ยว ไปดู และไปชมของต้นตำรับมากกว่าอยู่แล้ว

บางทีถ้าเราไม่มัวเสียเวลากับเรื่องของฉัน ที่พิสูจน์ไม่ได้ชัดๆ ว่าเป็นของฉัน เราอาจมีเวลาไปพัฒนาการท่องเที่ยว พัฒนาจุดขาย ตลอดจนรักษาวัฒนธรรมที่เรามีให้เป็น “แบบไทยๆ” จริงๆ พร้อมทั้งดึงดูดชาวต่างชาติได้ด้วย “ความเป็นไทย”

ผมคิดว่าคนในภูมิภาคนี้แก่งแย่งกัน ทะเลาะกันด้วยเรื่อง “ของฉัน” มากไปแล้ว ตั้งแต่คดีปราสาทพระวิหาร

เราปล่อยให้มายาคติเรื่อง “ของฉัน” มาทำให้เรา “เกลียดกัน” โดยใช่เหตุ

วิธีคิดที่ดีกว่า คงเป็นการคิดถึงภาพที่ใหญ่ขึ้น จากของฉัน สู่ “ของเรา” หรือถ้ายังอยากจะใช้ของฉัน ก็ให้เป็น “คอมมูนิตีของฉัน” เราจะได้หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคมจริงๆ พร้อมทั้งลดความขัดแย้งในภูมิภาคลงด้วย

เรื่องนี้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องทำทุกฝ่ายครับ เพราะถ้าปล่อยให้คำว่า “ของฉัน” นำหน้า เวลาคุยกันเรื่องอะไร ก็คงมีแต่จุดยืนและอคติในการคุยกันเท่านั้น เช่น บ้านเมืองเราตอนนี้

เรายังทะเลาะกันเพราะ “อำนาจของฉัน” “อธิปไตยของฉัน” และ “ประชาธิปไตยของฉัน” นำหน้าครับ

เราไม่ได้ให้ “ประเทศของเรา” นำหน้าเลย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี