
“ประพันธ์ เจริญประวัติ”ผู้จัดการเอ็ม เอ ไอ คนที่5
“ประพันธ์ เจริญประวัติ” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้อำนวยการ เอ็ม เอ ไอ ในยุคที่ “วิเชฐ ตันติวานิช” และ “ชนิตร ชาญชัยณรงค์” เป็นผู้จัดการ เอ็ม เอ ไอ
“ประพันธ์ เจริญประวัติ” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้อำนวยการ เอ็ม เอ ไอ ในยุคที่ “วิเชฐ ตันติวานิช” และ “ชนิตร ชาญชัยณรงค์” เป็นผู้จัดการ เอ็ม เอ ไอ
“ประพันธ์” มีพี่ชายฝาแฝด ที่เรียนที่เดียวกันมาตลอด จนถึงระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งสองคนแยกกันเรียนเมื่อถึงเวลาเลือกวิชาเอก เขาเรียนเอกเครื่องกล พี่ชายฝาแฝดเรียนไฟฟ้า จบมาเขาก็ตัดสินใจต่อปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ ภาคการเงิน มหาวิทยาลัยเดิม
เขากับพี่ชายสวนทางกันในสายอาชีพ เพราะพี่ชายเลือกทำงานสายไอที สำหรับเขาแม้จบปริญญาโทและได้ทำงานที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย แต่เมื่อโอกาสทำให้เขาได้มาทำงานฝ่ายบริหารเงินที่ธนาคารเอเชียที่ได้เรียนรู้งานเรื่องการบริหารต้นทุน
ที่นี่ทำให้เขาได้เจอหัวหน้าใจดีอย่าง “วรวรรณ ธาราภูมิ” ที่ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง หลังจากนั้นได้เป็นผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อและการตลาด ที่บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ ทำให้ได้เรียนรู้ถึงหัวใจสำคัญของสถาบันการเงิน
ช่วงเศรษฐกิจกำลังบูม ภาคการเงินกำลังคึกคัก จากที่คิดว่าได้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการส่วนงานวาณิชธนกิจที่ Societe Generale BIBF และ SG Asia Credit Securities เพราะคิดว่าจะได้มาสัมผัสงานด้านการปล่อยสินเชื่อ แต่พอเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้ต้องมาดูแลในการติดตามหนี้แทน
เขาคิดว่าทำให้ได้เรียนรู้งานอีกด้าน และสนุกมากขึ้นที่ได้เห็นการฟื้นตัวของบริษัท โดยได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการออกหุ้นกู้และพันธบัตรให้กับหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) หรือให้บริษัท บ้านปู ในการใช้การขยายการลงทุนที่ประเทศอินโดนีเซีย
ที่ทำงานแห่งนี้ทำให้เขาได้เจอหัวหน้าที่ดีอย่าง “มนตรี ศรไพศาล” ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และ “ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)
จนกระทั่งปี 2548 มาเป็นผู้อำนวยการ เอ็ม เอ ไอ และผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อตลาดทุน ที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพื่อผลักดันทำให้เกิดการร่วมลงทุนและให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากนั้นทางผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) 4 ปี ก่อนกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการ เอ็ม เอ ไอ คนที่ 5
“มีความแตกต่างมากจากช่วงที่เคยอยู่ในส่วนเอ็ม เอ ไอ ก่อนหน้านี้กับปัจจุบัน เพราะจะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้การทำความเข้าใจกับบริษัทที่เราเข้าไปเจอ เพราะตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ยังไม่เป็นที่รู้จักมากอย่างเช่นปัจจุบัน และส่วนใหญ่ยังมีความผูกพันกับระบบเป็นธุรกิจแบบครอบครัวอยู่ ขณะที่ปรึกษาทางการเงินยังให้ความสนใจน้อยเมื่อเทียบกับตอนนี้” ประพันธ์ กล่าว
“ประพันธ์” เล่าว่า การที่เขามาเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ คนที่ 5 ถือว่าเป็นทั้งความกดดันและสิ่งท้าทายมาก เนื่องจากผู้จัดการทั้ง 4 คนที่ผ่านมาได้วางรากฐานไว้เป็นอย่างดี
ตั้งแต่คนแรกคือ “ยุทธ วรฉัตรธาร” ที่ถือว่าเป็นคนได้วางรูปแบบของเอ็ม เอ ไอ ได้เป็นอย่างดี
คนที่ 2 “โสภาวดี เลิศมนัสชัย” ที่ทำให้เอ็ม เอ ไอ มีสถานะที่ชัดเจนว่าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เหมือนกับที่กำลังจะกระโดด
คนที่ 3 “วิเชฐ ตันติวานิช” ที่ได้แยกบทบาทชัดเจนว่า เอ็ม เอ ไอ ก็เป็นทางเลือกการระดมทุนให้กับคนรุ่นใหม่ และคนที่ 4 “ชนิตร ชาญชัยณรงค์” ที่ทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในเอ็ม เอ ไอ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับคนที่ 5 คือ “ประพันธ์” บอกว่า จะต้องรักษาการเติบโตทั้งในแง่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เข้ามาแล้ว และยังเป็นทางเลือกให้กับรายใหม่ที่หาโอกาสในการระดมทุนและรอใช้ตลาดทุนเป็นทางเลือกในการขยายการลงทุนและสร้างการเติบโตให้กับบริษัท โดยแผนงาน 5 ปี มุ่งที่จะพัฒนา 3 ด้าน คือ เพิ่มจำนวนหุ้นเข้าจดทะเบียน (ไอพีโอ) อีก 100 แห่ง จากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 95 แห่ง
เพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันมาร์เก็ตแคป 1.79 แสนล้านบาท และทำให้ บจ.ในเอ็ม เอ ไอ เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงสร้างกลไกให้ธุรกิจที่ยังไม่พร้อมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีพี่เลี้ยงทั้งเรื่องการให้คำแนะนำหรือเม็ดเงินที่คอยช่วยทำให้บริษัทแข็งแกร่งจนผลักดันให้บริษัทนั้นเข้าเอ็ม เอ ไอ ในที่สุด
ยามว่างของผู้บริหารชายวัย 48 ปีคนนี้ ด้วยหน้าที่การงานที่มีจำนวนมาก ดังนั้น หากมีเวลาว่างเมื่อใดจะขอใช้เวลาอยู่กับภรรยาและลูกชายวัย 12 ปี ให้ได้มากที่สุด ด้านหน้าที่การงานด้วยตำแหน่งที่เติบโตขึ้นในบ้านแห่งเดิม ก็คงต้องรอให้เขาได้พิสูจน์บทบาทกันต่อไป แฟมิลี่แมนตัวจริง







