
ตปท.รอ1,250จุด
แนะเก็บเงินสดรอจังหวะดีดัชนีดิ่งกองทุนชอบหุ้นการเงินแกร่งปันผลสูง
แนะเก็บเงินสดรอจังหวะดีดัชนีดิ่งกองทุนชอบหุ้นการเงินแกร่งปันผลสูง
ซี แอล เอส เอ ยันต่างชาติรอช้อนหุ้นไทยใกล้ 1,250 จุด แนะเก็บเงินรอซื้อ หุ้นแกร่ง ปันผลดี
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยในงานเสวนา “ลงทุนอย่างไรหากเศรษฐกิจไทยไม่ไปต่อ” ว่า นักลงทุนต่างชาติจะทยอยซื้อหุ้นไทยเมื่อดัชนีลดลงมาอยู่บริเวณ 1,250 จุด โดยจะเลือกหุ้นที่ยังมีราคาระดับไม่สูงนักในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรม
“ในขณะนี้นักลงทุนต่างชาติอยู่ในช่วงรอจังหวะลงทุน นอกจากนี้ นักลงทุนบางกลุ่มยังโยนหุ้นไทยลงในตะกร้าไปแล้ว เพราะยากเกินไปที่เข้ามาลงทุน ซึ่งนักลงทุนไม่กล้าเข้ามาซื้อ และมีตลาดหุ้นอื่นๆ ที่น่าลงทุนมากกว่า เช่น ตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และฮ่องกง” นายปริญญ์ กล่าว
นายปริญญ์ แนะนำนักลงทุนรายย่อยให้เก็บเงินสดไว้รอซื้อหุ้น เพราะเชื่อว่าตลาดหุ้นอาจจะปรับลดลงไปได้ถึง 10% โดยแนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นที่มีโอกาสเติบโต มีกระแสเงินสดดี และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนต่อเนื่อง เช่น หุ้นในกลุ่มสื่อสาร
“ในช่วงนี้ตลาดกลัวว่าสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด จึงเลือกจะเก็บเงินสด หุ้นบริษัทที่มีเงินสดสูงหรือหุ้นปันผล นอกจากนี้ สภาพคล่องบางส่วนยังเริ่มไหลกลับไปอยู่ในเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือ เป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย เพราะหากเกิดเงินฝืดจริง ตลาดหุ้นจะช็อกและ ลดลง” นายปริญญ์ กล่าว
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสที่จะติดลบ ดังนั้น นักลงทุนควรเลือกลงทุนบริษัท มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสดสำหรับจ่ายปันผล มีรูปแบบธุรกิจที่เข้มแข็ง สามารถเติบโตได้แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่เอื้ออำนวย
“ถ้าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรเติบโตปีละ 5-10% และจ่ายปันผลได้ประมาณ 57% ต่อปี ทำให้การลงทุนต่อเนื่องในระยะ 5 ปีจากนี้ได้ผลตอบแทนรวมประมาณ 40% เพราะฉะนั้น หากราคาหุ้นตกไป 40% ก็ยังไม่ขาดทุน” นายประภาส กล่าว
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองจบลงด้วยดี แต่ภาวะเศรษฐกิจอาจจะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง แต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะ ปรับเพิ่มขึ้นไปก่อนภาวะเศรษฐกิจจริงประมาณ 6 เดือน
“การลงทุนในปีนี้อย่าหวังอะไรมาก เพราะนอกจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศไทยแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอก เช่น ไครเมีย และเกาหลีเหนือ ที่ยังประเมินไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” นางวรวรรณ กล่าว
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน กล่าวว่า ในช่วงนี้แนะนำให้ลงทุนบริษัทที่มีรายได้และกำไรค่อนข้างแน่นอน แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่น กลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม และประกัน หรือบริษัทที่มีรายได้จากการส่งออก
ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,354.01 จุด เพิ่มขึ้น 4.11 จุด หรือ 0.3% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 23,731.26 ล้านบาท แรงซื้อมาจากบัญชีบล.และนักลงทุนในประเทศ ที่ 352 ล้านบาท และ 996 ล้านบาท
ในขณะที่ต่างชาติและสถาบันในประเทศขายที่ 524 ล้านบาท และ 824 ล้านบาท ตามลำดับ
ด้านทองคำ บล.ซี แอล เอส เอ ได้แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อทองคำ หากราคาลดลงต่ำกว่า 1,300 เหรียญสหรัฐ ต่อออนซ์
ราคาทองในประเทศ สมาคมค้าทองคำเปลี่ยนแปลง 2 ครั้งลดลง 100 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 บาท ขายออก 20,300 บาท อ้างอิงราคาทองโลกที่ 1,315 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์







