
เกียรตินาคินลดเป้าสินเชื่อเน้นอสังหาฯ
เกียรตินาคิน หั่นเป้าสินเชื่อธุรกิจปีนี้เหลือ 10% หลังเดดล็อกการเมืองยังไม่คลายตัว
เกียรตินาคิน หั่นเป้าสินเชื่อธุรกิจปีนี้เหลือ 10% หลังเดดล็อกการเมืองยังไม่คลายตัว
นายศราวุธ จารุจินดา ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดเป้าหมายเติบโตสินเชื่อธุรกิจในปีนี้จาก 20% ลงมาเหลือ 10% จากฐานสินเชื่อปัจจุบันที่ 4.95 หมื่นล้านบาท คิดเป็นยอดเติบโตสินเชื่อสุทธิราว 5,000 ล้านบาท
สำหรับหลังจากที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทต้องชะลอออกไป ขณะที่แรงกดดันจากปัจจัยการเมืองต่อภาคเศรษฐกิจก็ยังไม่มีแนวโน้มจะยุติลงในระยะสั้น
นายศราวุธ กล่าวว่า กลยุทธ์เติบโตสินเชื่อธุรกิจของธนาคารในปีนี้จะเน้นขยายฐานลูกค้าต่อยอดไปในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องภายในสินเชื่อที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ 5 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจอพาร์ตเมนต์และโรงแรม สินเชื่อธุรกิจขนส่ง สินเชื่อธุรกิจเต็นท์รถมือสอง สินเชื่ออุตสาหกรรม โดยสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นสินเชื่อหลัก เช่นเดียวกับสินเชื่อธุรกิจอพาร์ตเมนต์และธุรกิจขนส่งมีแนวโน้มโตได้ดี จากแนวโน้มขยายตัวของชุมชนเมืองในต่างจังหวัดและการเปิดเออีซี
“แม้ว่าภาพรวมการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะลดลง แต่ธนาคารยังพอมีลูกค้าเดิมที่อยู่ระหว่างขยายโครงการอยู่ในมือบ้าง ขณะที่ลูกค้าใหม่จะเจาะกลุ่มเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในโครงการแนวราบบนพื้นที่ศักยภาพ เช่น จ.เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา” นายศราวุธ กล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารยังเปิดตัวสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมอีก 1 ประเภท คือ สินเชื่อเพื่อเครื่องจักรและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมการก่อสร้างยังมีโอกาสในการขยายตัวได้สูงในระยะยาวทั้งการลงทุนของภาครัฐและเอกชนในอนาคต ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นเจาะลูกค้าเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ ผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าเครื่องจักร โดยคาดว่าในปีแรกนี้จะมียอดปล่อยสินเชื่อได้ 700800 ล้านบาท
นางปรัศนีย์ สุระเสถียร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเงินการลงทุน บริการธนาคารพิเศษและธนาคารระหว่างประเทศ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ในปี 2557 ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนลูกค้าบริการธนาคารพิเศษและธนาคารระหว่างประเทศให้เพิ่มขึ้น 25% จากปี 2556 ที่มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12% ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าในกลุ่มนี้ราว 1 หมื่นราย







