posttoday
ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อถูกฟ้องคดีอาญา (ตอนจบ)

ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อถูกฟ้องคดีอาญา (ตอนจบ)

25 มีนาคม 2557

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึงเรื่อง ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อถูกฟ้องคดีอาญาไป แต่ยังไม่จบสมบูรณ์ดี วันนี้เรามาติดตามต่อจากฉบับที่แล้วกันครับ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึงเรื่อง ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อถูกฟ้องคดีอาญาไป แต่ยังไม่จบสมบูรณ์ดี วันนี้เรามาติดตามต่อจากฉบับที่แล้วกันครับ

ความเห็นแย้ง (อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา)

1.การจะรับฟังว่าบุคคลนั้นมีเจตนาทุจริตหรือไม่นั้น เพียงมีข้อเท็จจริงรับฟังว่าผู้นั้นได้กระทำหรือละเว้นการกระทำการหนึ่งการใดในหน้าที่ เพื่อประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่จำต้องได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใดๆ บุคคลนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตแล้ว

2.หากเป็นการเสนอความเห็นหรือออกคำสั่งใดๆ ภายใต้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจจนเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งมิได้เจตนาเพื่อให้เกิดการสมประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แม้ว่าการใช้ดุลพินิจดังกล่าวจะทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับประโยชน์ก็ตาม ก็ย่อมไม่เป็นความผิด ปัญหานี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นเจตนาภายใน แนวการวินิจฉัยและการชั่งน้ำหนักต้องอาศัยความรู้สึกของวิญญูชน ความสมเหตุสมผล ตลอดจนพฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามาประกอบการพิจารณา

3.จำเลยที่ 1 ขณะนั้นเป็นรองอธิบดี รักษาการแทนอธิบดี และจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ควรอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่ง หรือเสนอความเห็นอย่างละเอียดรอบคอบ ยิ่งกว่าข้าราชการระดับปฏิบัติงาน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าเพียงแค่รับฟังความเห็นจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นข้าราชการระดับปฏิบัติงานและมีความเห็นไม่ตรงกับนาย ช. รองอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปัญหานี้โดยตรง จำเลยที่ 1 กลับไม่ให้ความสำคัญกับข้อสังเกตของนาย ช.ที่เคยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ทบทวนเรื่องนี้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการสำนักกฎหมายควรจะต้องใช้วิจารณญาณให้ความสำคัญกับข้อสังเกตดังกล่าวด้วย แต่มิได้กระทำ

4.ภายหลังที่นาย ช. มีความเห็นแตกต่างปรากฏว่า นาย ช. ซึ่งมีหน้าที่ดูแลประเด็นดังกล่าวและมีความอาวุโสสูงกว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง แล้วมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มาปฏิบัติหน้าที่แทนนาย ช. และภายหลังมาปฏิบัติหน้าที่แทนไม่กี่วัน ก็ได้ออกคำสั่งในประเด็นปัญหาดังกล่าวในฐานะรองอธิบดีรักษาราชการแทน โดยให้ยุติเรื่องซึ่งเป็นคำสั่งในเชิงบริหารและเป็นคำสั่งที่เป็นคุณกับผู้รับโอนหุ้น และหลังจากนั้นอีกเพียงไม่กี่วัน จำเลยที่ 1 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดี ในขณะที่จำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองอธิบดี

5.การที่จำเลยที่ 1 สั่งเรื่องนี้อย่างรวดเร็วโดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า โดยธรรมชาติแล้วจำเลยที่ 1 เป็นคนทำงานเร็ว ใครเสนองานมาต้องรีบสั่งให้เสร็จในวันนั้น และเหตุที่ไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการภาษีพิจารณา เพราะว่าขณะนั้นไม่มีคนทำหน้าที่ในคณะกรรมการภาษี จึงเห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล และเป็นเรื่องที่วิญญูชนจะไม่พึงกระทำ เพราะการสั่งงานเร็วโดยธรรมชาติแล้ว งานนั้นต้องอยู่ในภาวะปกติไม่ใช่งานที่มีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะการสั่งในฐานะรักษาราชการแทน และกรณีเรื่องของคณะกรรมการภาษีหากจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณา ก็ชอบที่จะให้มีการพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสมเป็นกรรมการ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้กระทำ

6.จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเห็นว่า พฤติกรรมการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ย่อมชี้ให้เห็นถึงเจตนาอันแท้จริงของจำเลยทั้งสอง ทำให้รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่างมีเจตนาที่จะช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายให้กับผู้รับโอน เพื่อไม่ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 270 ล้านบาทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ข้อสังเกต

1.คดีนี้ได้มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องและไม่มีการฎีกา จึงถือว่าจำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 157

2.กรณีอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขึ้นเงินเดือนตนเอง

ข้อเท็จจริง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประชุมและมีมติเห็นชอบให้ออกระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนตนเองและได้รับเงินค่าตอบแทนไปแล้ว ทั้งที่คณะอนุกรรมการได้แจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบแล้วว่า บทบัญญัติมาตรา 5 และมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ใช้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดของสำนักงาน แต่ไม่ได้ใช้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีการฟ้องร้องว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.กระทำความผิดตามมาตรา 157

คำพิพากษาฎีกาที่ อม. 1/2548

จำเลยทั้งเก้าทราบเรื่องที่คณะอนุกรรมการทั้งสองคณะมีความเห็นว่าไม่สามารถออกระเบียบ เพื่อจ่ายเงินเพิ่มพิเศษควบเงินเดือน แต่จำเลยทั้งเก้าก็ยังเห็นชอบร่างระเบียบที่มีปัญหา เมื่อจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการออกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะระเบียบที่เกี่ยวพันถึงจำเลยทั้งเก้าโดยตรง ย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยศึกษาอำนาจในการออกระเบียบให้ถ่องแท้เสียก่อน เมื่อมีข้อสงสัยสมควรสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้แน่ชัด แต่จำเลยทั้งเก้ามิได้ดำเนินการ พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า จำเลยทั้งเก้าประโยชน์ให้แก่ตนเองตามอำเภอใจโดยมิได้ยึดหลักเกณฑ์ใดๆ

จำเลยทั้งเก้าเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงาน ป.ป.ช. และเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 125

ข้อสังเกต

1.คณะกรรมการเสนอขึ้นเงินเดือนโดยไม่มีอำนาจ

2.คณะกรรมการไม่ได้รับฟ้องข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนทั้งๆ ที่มีคณะอนุกรรมการ 2 คณะ มีความเห็นว่าไม่สามารถออกระเบียบ เพื่อจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ตนเองได้

3.กรณีเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) ขอให้ดูเทียบมาตรา 13, 16 หรือวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องความเป็นกลาง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ