
เศรษฐกิจทรุด...เร่งช่วยสภาพคล่องเอสเอ็มอี
ปัญหาการเมืองในประเทศติดหล่มยืดเยื้อยาวจะเข้าเดือนที่หกแล้ว และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อไปอย่างน้อยถึงต้นหรือกลางไตรมาส 3 กอปรทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย จนหลายหน่วยงานของรัฐต่างทยอยกันปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ทบทวนจีดีพี ปี 2557 ว่าจะขยายตัวต่ำกว่า 3% จากประมาณการเดิมที่ 4% โดยคาดว่าจีดีพีครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้เพียง 1.9% สะท้อนจากตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจเดือน ม.ค.เกือบทั้งหมดถึงขั้นถดถอย เช่น การส่งออกติดลบ 1.5% การบริโภคภาคประชาชน ติดลบ 1.5% ดัชนีการลงทุนเอกชนติดลบ 8.6% ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมติดลบ 6.4%
ปัญหาการเมืองในประเทศติดหล่มยืดเยื้อยาวจะเข้าเดือนที่หกแล้ว และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อไปอย่างน้อยถึงต้นหรือกลางไตรมาส 3 กอปรทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย จนหลายหน่วยงานของรัฐต่างทยอยกันปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ทบทวนจีดีพี ปี 2557 ว่าจะขยายตัวต่ำกว่า 3% จากประมาณการเดิมที่ 4% โดยคาดว่าจีดีพีครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้เพียง 1.9% สะท้อนจากตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจเดือน ม.ค.เกือบทั้งหมดถึงขั้นถดถอย เช่น การส่งออกติดลบ 1.5% การบริโภคภาคประชาชน ติดลบ 1.5% ดัชนีการลงทุนเอกชนติดลบ 8.6% ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมติดลบ 6.4%
แถม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็พ่นพิษทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเดือน ก.พ.ลดลงติดลบ 18% ถึงแม้ว่าจะมีการยกเลิกเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน การท่องเที่ยวก็คงไม่กลับมาแบบง่ายๆ เพราะได้มีการวางแผนล่วงหน้าไป 23 เดือน ก่อนหน้านี้แล้ว อีกทั้งเหตุการณ์ในประเทศก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบได้ในเร็วๆ นี้ คาดว่านักท่องเที่ยวอาจหายไปมากกว่า 1 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนปีนี้หดตัวรุนแรงมากกว่าปี 2556 โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างรออนุมัติจากบอร์ดบีโอไอ หากถึงครึ่งปีคาดว่ามีมูลค่าสูงถึง 78 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการลงทุนซึ่งไม่ได้ขอบีโอไอ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ติดลบ 7.68% และการลงทุนขยายโรงงานลดลงสูงถึง 37.62% ซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงานและการบริโภค ซึมยาวไปถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย
ผลกระทบไปสู่ประชาชนนอกจากการบริโภคที่หดตัว ยังเห็นได้จากตัวเลขการใช้น้ำมันและก๊าซของกรมธุรกิจพลังงานเดือน ก.พ. คือ การใช้น้ำมันลดลง 5% และการใช้ก๊าซหุงต้มลดลง 8% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการขายของร้านอาหารทั่วไป ลดลงเฉลี่ยกว่า 20%
ล่าสุดทางสภาหอการค้าฯ ออกมาฟันธงว่า หากการเมืองยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 3 ได้เห็นเศรษฐกิจปีนี้โตแค่ 0% หรืออาจถึงขั้นติดลบ ทั้งนี้ประเมินว่าการบริโภคครัวเรือนปี 2557 อาจขยายตัวไม่ถึง 2% เทียบจากประมาณการเดิมว่าจะขยายตัวได้ 2.7%
สำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยทั่วไปตัวเลขการขายลดลง 20-30% ขณะที่ต้นทุนสูงขึ้นหรือเท่าเดิม โดยเฉพาะด้านแรงงาน เพราะไม่จำเป็นจริงๆ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็จะไม่ปลดคนงานออก สภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ของเอสเอ็มอี คือ สภาพคล่องที่ลดน้อยถอยลง สะท้อนจากตัวเลขของสถาบันการเงิน ทั้งรายใหญ่และรายกลางออกมาขานรับแนวเดียวกัน ว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ก.พ. ลูกค้าเอสเอ็มอีมีการใช้สินเชื่อน้อยลง โดยตัวเลขการขยายตัวเหลือเพียง 12% จากเป้าหมายสินเชื่อเดิม 911% ซึ่งตัวเลขสินเชื่อรวมเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวได้เพียง 9.2% ต่ำสุดในรอบ 4 ปี
อีกทั้งเช็คเด้งและการผิดนัดชำระหนี้ล่าช้าของสถาบันการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาพรวมหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.2% ต่อสินเชื่อรวม ส่งผลให้แนวโน้มหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น
สำหรับเอสเอ็มอีตัวเลขเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินขยับตัวสูงขึ้นจาก 2.3% เป็น 2.6% เอ็นพีแอลสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มจาก 2.8% เป็น 3.5% และเอ็นพีแอลสินเชื่อรถยนต์เพิ่มจาก 6% เป็น 6.7%
จากตัวเลขข้างต้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาสภาพคล่องของภาคเอกชนกำลังลดน้อยถอยลง จำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน ส่วนมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ซึ่งเร็วๆ นี้เห็นเป็นข่าวแจ้งว่า สภาพัฒน์ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอี เช่น มาตรการการเงิน ทั้งยืดหนี้ ชะลอการชำระภาษี การช่วยเหลือการเงินให้นายจ้างคงสภาพการจ้างงาน รวมถึงมาตรการอื่นๆ จะต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้จริง ไม่ใช่เหมือนในอดีตที่มีแต่มาตรการ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ
จะทำอะไรก็ต้องเร่งทำเสียตอนนี้ เพราะถ้ามัวแต่ช้าคงต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล หรือเผากระดาษเงิน กระดาษทองไปให้...อย่างนี้ไม่เอานะครับ!!!
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ www.facebook.com/tanitsorat)







