
เงินบาทยังถูกกดดัน
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.2532.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเรามองว่าน่าจะได้เห็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากผลการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐจบลงด้วยมติให้มีการลดขนาดของมาตรการ QE อย่างต่อเนื่อง และเฟดยังส่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของนโยบายสหรัฐได้เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.2532.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเรามองว่าน่าจะได้เห็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากผลการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐจบลงด้วยมติให้มีการลดขนาดของมาตรการ QE อย่างต่อเนื่อง และเฟดยังส่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของนโยบายสหรัฐได้เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์
ในสัปดาห์นี้ตลาดจะจับตามองการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ Purchasing Managers’ Index ของทั้งสามเศรษฐกิจหลักทั้งจากจีน ยูโรโซน และสหรัฐ สำหรับเดือน มี.ค. รวมทั้งตัวเลขสำคัญอีกหลายตัวจากเศรษฐกิจสหรัฐ อาทิ ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2556 คำสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้และรายจ่ายของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นของคนอเมริกัน ซึ่งเรามองว่าตัวเลขของสหรัฐน่าจะเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น ขณะที่ตัวเลขจีนอาจยังอยู่ในภาวะอ่อนแออยู่ และหากเกิดกรณีเช่นนั้นจริง น่าจะยังเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าได้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศจะมีการรายงานตัวเลขการส่งออกของเดือน ก.พ. ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่น่าจะเห็นความอ่อนแอต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจัยการเมืองน่าจะกลับมาเป็นประเด็นที่กดดันการซื้อขายในตลาดการเงินเพิ่มมากขึ้น
ในสัปดาห์ที่ผ่าน เราเห็นความผันผวนของค่าเงินที่อยู่ในระดับสูง โดยเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.27 และปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซียปรับลดลงอย่างมาก โดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทำให้มีแรงซื้อกลับของสินทรัพย์เสี่ยงและหนุนให้ค่าเงินบาทปรับไปแข็งค่ามากที่สุดรอบสัปดาห์ที่ 32.08
อย่างไรก็ดี สถานการณ์กลับพลิกผันช่วงปลายสัปดาห์ หลังการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ให้สัมภาษณ์่บ่งชี้ถึงแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินที่รวดเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐและเห็นแรงขายสินทรัพย์อื่นๆ ส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทปรับอ่อนค่าจากระดับ 32.11 ไปแตะที่ระดับ 32.40 ในช่วงปลายสัปดาห์
นอกจากนี้ ประเด็นในประเทศถือเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ โดยช่วงปลายสัปดาห์ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ แม้จะไม่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง แต่ก็มีนัยว่าปัญหาเรื่องการเมืองไทยคงไม่สามารถจบลงได้โดยง่าย และ ธปท. รายงานประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพจริง โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 2.7% เท่านั้น จึงน่าจะเป็นแรงกดดันต่อแนวโน้มการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่ยังมีประเด็นเรื่องการเมืองอยู่







