
ฟื้นป่าชายเลนสร้างการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
พื้นที่บริเวณชายฝั่งของชุมชนบางบ่อ หมู่ 10 ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม กว่า 30 ไร่
โดย...วรธาร
พื้นที่บริเวณชายฝั่งของชุมชนบางบ่อ หมู่ 10 ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม กว่า 30 ไร่ ถูกกัดเซาะหายไปจนคนในชุมชนกว่า 11 หลังคาเรือน ต้องรื้อบ้านหนี จากผลพวงของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาตินานนับ 20 ปี ซึ่งจากผลกระทบในครั้งนั้นทำให้ชุมชนเริ่มตื่นตัวที่จะรักษาผืนแผ่นดินถิ่นที่อยู่อาศัยเอาไว้ นำโดย “ผู้ใหญ่แดง” หรือ “วิสูตร นวมศิริ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ซึ่งได้เริ่มหาทางเอาชนะกับธรรมชาติโดยการทำแนวปะทะกับคลื่นลมคลื่นทะเลจากป่าชายเลน ปรากฏว่าได้ผลดีจึงเริ่มขยายพื้นที่ป่าชายเลนขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งทำแนวไม้ไผ่เพื่อช่วยชะลอลมและคลื่น
ทว่า ด้วยพลังของชุมชนอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกด้วย โดยเฉพาะภาคเอกชนอย่างบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ก็ได้เล็งเห็นถึงความพยายามของชุมชนที่จะรักษาพื้นที่ของหมู่บ้านโดยการขยายพื้นที่ป่าชายเลน และพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติ จึงให้การสนับสนุนงบประมาณและร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
ผู้ใหญ่แดง เล่าว่า เกิดปัญหาการกัดเซาะมานานนับ 20 ปี จนชายฝั่งพังบ้านเรือนที่อยู่ในหมู่ 10 ต้องรื้อหนีถึง 11 หลัง พอตนเข้ามาเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อปี 2551 ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น รวมถึงการปลูกป่าชายเลน จากนั้นชักชวนชาวบ้านใช้วิธีนี้สู้กับธรรมชาติโดยที่ไม่ทำให้ชาวบ้านต้องรื้อบ้านเรือนหนีอีก ซึ่งตอนนี้บ้านเรือนภายในชุมชนบางบ่อหมู่ 10 ไม่ได้รื้อบ้านหนีจากการถูกคลื่นทะเลกัดเซาะอีกต่อไป
ผู้นำหมู่บ้านคนเดิมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากคนในชุมชนที่ช่วยกันแล้ว หน่วยงานภายนอกอย่างภาคเอกชนก็เริ่มเข้ามาให้การสนับสนุน โดยเฉพาะเชฟรอนก็เข้ามาสนับสนุนงบประมาณและร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน โดยในตอนแรกเข้ามาสร้างห้องน้ำบริเวณทางเข้าพื้นที่ทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ชุมชนและผู้ที่มาทำกิจกรรม
“จากความสำเร็จในการปักไม้ไผ่เพื่อเป็นแนวกั้นที่มีความยาวกว่า 1,800 เมตร ทำให้ตอนนี้มีพื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถชะลอคลื่นลมคลื่นทะเลที่กระทบชายฝั่ง ทำให้ต้นโกงกางที่ปลูกอยู่รอดและเติบโตแข็งแรง พื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้น จึงได้เริ่มพัฒนาให้บริเวณนี้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติป่าชายเลน โดยการทำสะพานทางเดินจากไม้ไผ่ก็กลายเป็นคอนกรีตมีความยาวกว่า 900 เมตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เดินทางมาศึกษาดูงาน ทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน รวมถึงเข้ามาศึกษาระบบนิเวศและพักผ่อนหย่อนใจ
ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบโจทย์ของชุมชนเชฟรอนได้เข้าไปสร้างอาคารเรียนรู้ป่าชายเลน โดยอาคารก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนการศึกษาเรียนรู้ระบบป่าชายเลน สอดรับไปกับทางเดินศึกษาธรรมชาติที่กลุ่มชาวบ้านสร้างไว้เพื่อให้คนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรียนรู้ ซึ่งสามารถรองรับคนได้ประมาณ 50 คน ใช้สำหรับเป็นที่บรรยายและจัดนิทรรศการก่อนเข้าสู่ทางเดินศึกษาธรรมชาติ
ภูมิธร จันทชุ่มทิพย์ เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ประจำเรือกักเก็บปิโตรเลียมเบญจมาศของเชฟรอน กล่าวว่า กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของพนักงานที่ช่วยกันคิดกิจกรรมขึ้นมา โดยบริษัทได้สนับสนุนงบประมาณราว 5.88 แสนบาท และในการสร้างอาคารก็มีพนักงานจิตอาสาของเชฟรอนที่บางคนมาทั้งครอบครัว รวมทั้งพี่น้องจากชุมชนได้มาร่วมกันสร้างท่ามกลางอากาศร้อน แต่ทุกคนก็มีความสุขในการทำประโยชน์เพื่อสังคม
ด้าน ไกรวิทย์ มังคละแสน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้านการเดินเรือของเชฟรอน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเลือกที่พื้นที่ชุมชนบางบ่อหมู่ 10 เพราะเชฟรอนมีนโยบายที่จะส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ประกอบกับบริษัทเองก็มาปลูกป่าชายเลนที่ จ.สมุทรสงคราม เป็นประจำอยู่แล้ว
“เราได้พิจารณาที่จะสนับสนุนเพราะเห็นว่าที่ป่าชายเลนของที่นี่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นขนาดนี้ เพราะผู้ใหญ่แดงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของคนในชุมชน ซึ่งเราอยากสนับสนุนความแน่วแน่ตั้งมั่น แล้วก็พลังใจของเขาได้คงอยู่ต่อไป วันนี้เรามาร่วมกับชาวบ้านในการสร้างอาคาร รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลนของ จ.สมุทรสงคราม”
ด้วยพลังกายและพลังใจที่ชาวชุมชนบางบ่อหลอมรวมกันจนกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถปกป้องและรักษาที่อยู่อาศัยไม่ให้ถูกกัดเซาะจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติเอาไว้ได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมและถือเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ ในการหันมารวมพลังใจเพื่อดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป







