
ส่องไอทีผ่านงานคอมมาร์ตฯ กว่า10แบรนด์ถอน/ดิ้นอัดโปรฯสู้
งานคอมมาร์ต ไทยแลนด์ ที่แต่เดิมจะเป็นงานเทรดที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับผู้ค้าและแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงต้นปี ก่อนที่สินค้ารุ่นใหม่จะเข้าตลาดในช่วงไตรมาส 2
งานคอมมาร์ต ไทยแลนด์ ที่แต่เดิมจะเป็นงานเทรดที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับผู้ค้าและแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงต้นปี ก่อนที่สินค้ารุ่นใหม่จะเข้าตลาดในช่วงไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อข้ามมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ประกอบกับสถานการณ์ตลาดคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในภาวะหดตัว จากการประเมินของไอดีซี บริษัทวิจัยการตลาด ระบุว่าตลาดติดลบ 89% ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้งานคอมมาร์ตฯ ปีนี้อาจจะต้องเหนื่อยหนักไม่แพ้สินค้าหรือบริการอื่นๆ
ปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี ผู้จัดงานคอมมาร์ต ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า งานคอมมาร์ตฯ ครั้งนี้โชคดีที่ไม่มีความรุนแรงทางการเมือง จึงเชื่อว่างานครั้งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดี แม้จะไม่คึกคักเท่าครั้งก่อนๆ แต่ด้วยกระแสที่คนขายขนของมาลดราคาน่าจะช่วยกระตุ้นได้ แม้จะมีบางแบรนด์ และผู้ค้าบางรายถอนตัวไม่มาร่วมงานในปีนี้ก็ตาม
“ถ้าขายสินค้าของเดิมไม่ได้ ถ้ามีสินค้าใหม่ๆ เข้ามา ก็จะเป็นเรื่องลำบาก ดังนั้นการขายแบบโละสต๊อกจึงจำเป็นในช่วงนี้มาก” ปฐม กล่าว
พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอที บริษัท เออาร์ไอพี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีโปรโมชั่นลดราคาเฉลี่ย 20% และลดราคาสูงสุด 80% ถือว่าสูงกว่าทุกครั้ง เนื่องจากทุกรายต้องการช่วยกันกระตุ้นยอด ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะมีคนมางานไม่ต่ำกว่า 78 แสนคน แต่ยังต้องวัดกำลังซื้ออีกครั้ง ซึ่งหวังว่าจะมีเงินสะพัดประมาณ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากแนวโน้มภายในงาน คาดว่าสินค้าขายดีจะเป็นโน้ตบุ๊ก สัดส่วนประมาณ 60% โดยมีทั้งเครื่องทดแทน ซึ่งราคาเริ่มต้นประมาณ 1.5 หมื่นบาท โดยมีทั้งแบรนด์ เลอโนโว เอซุส เอเซอร์ เอชพี โตชิบา และ เดลล์ เป็นต้น สัดส่วน 20% เป็นแท็บเล็ต 10% เป็นสมาร์ทโฟน และ 10% สุดท้ายเป็นส่วนอื่นๆ เช่น อุปกรณ์เสริมและพรินเตอร์
“โน้ตบุ๊กเป็นพระเอกของงานคอมมาร์ตฯ มาตลอด และเชื่อว่าจะเป็นต่อไป คนมาคอมมาร์ตฯ มาซื้อโน้ตบุ๊กเป็นหลัก และจากการประเมินของเออาร์ไอพี เชื่อว่าตลาดโน้ตบุ๊กจะกลับมาในปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มซื้อทดแทน” พรชัย กล่าว
สำหรับการมาร่วมออกงานของแบรนด์ต่างๆ กลุ่มค้าปลีก เช่น ไอทีซิตี้ ซีเอสซี และเจไอบี มาออกบูธในงาน ขาดเพียงคอมเซเว่น บานานาไอที ที่ปกติใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้เตรียมตัวไม่ทันจึงขอถอนตัวไปกะทันหัน จึงทำให้งานขาดสีสันไปบางส่วน แต่ผู้ค้าอื่นๆ ที่มาออกงานยังมีโปรโมชั่นแรงๆ มาให้ผู้บริโภคได้พิจารณาก่อนตัดสินใจ
ขณะที่แบรนด์สินค้า ผู้ผลิตหลักอย่าง เอชพี ไม่ได้มาออกบูธเช่นครั้งที่ผ่านมา แต่มาในลักษณะร่วมกับพันธมิตรต่างๆ แทน นอกจากนี้ยังมีผู้ค้าและแบรนด์เล็กๆ อื่นๆ ที่หายหรือถอนตัวไปกว่า 10 ราย คงเหลือประมาณ 200 ราย หากยอดขายจะหายไปประมาณ 1020% จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ด้านตลาดอุปกรณ์เสริมและสินค้าอื่นๆ นั้น ส่วนของเครื่องพรินเตอร์ ซึ่งตลาดรวมหดตัวกว่า 10% มีแบรนด์เอปสันเท่านั้นที่มาออกงานในขนาดที่เล็กลง โดยเอปสันไม่ได้เน้นยอดขาย แต่มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์เป็นหลัก โดยมีทั้งพรินเตอร์และโปรเจกเตอร์เป็นสินค้าชูโรง ส่วนอุปกรณ์เสริมอื่นๆ มีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบเป็นมูลค่า แต่มีส่วนต่างกำไรมากที่สุด
นอกจากส่วนของฮาร์ดแวร์แล้ว ด้านซอฟต์แวร์ก็มีความคึกคักขึ้นเช่นเดียวกัน โดยมีการรณรงค์ให้ใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ เช่น ซอฟต์แวร์ด้านรักษาความปลอดภัยที่มีราคาในหลักร้อยกว่าบาทขึ้นไป ผู้บริโภคมีกำลังซื้อได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการแฮ็กข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคลมากขึ้น การใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์จึงน่าจะได้รับความสนใจ รวมถึงซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ เช่น ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ และออฟฟิศ ด้วยเช่นกัน
ส่วนภาพรวมตลาดคอมพิวเตอร์ ไอดีซี ระบุว่ามีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง เป็นผลกระทบมาจากทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และสถานการณ์การเมือง และคาดการณ์ว่าปีนี้ยอดขายตลาดรวมจะอยู่ที่ 2.7 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นเดสก์ท็อปประมาณ 1 ล้านเครื่อง โน้ตบุ๊ก 1.7 ล้านเครื่อง ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มียอดประมาณ 3 ล้านเครื่อง ส่งผลให้การแข่งขันในปีนี้จะหนักขึ้นแน่นอน
ดังนั้น งานคอมมาร์ตฯ ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยระบายสินค้าเดิมๆ ก่อนรับสินค้าใหม่ๆ เข้ามาจำหน่ายต่อ ท่ามกลางสภาวะหดตัวของตลาดแล้ว อาจเป็นตัวชี้วัดระดับหนึ่งว่าแบรนด์ใดและผู้ค้าปลีกรายใดจะมีแรงฮึดไปต่อได้







