
ปันผลอู้ฟู่3.6แสนล.
บจ.ทุบสถิติแจกสูงสุดเป็นประวัติการณ์เลิกฉุกเฉินดึงตปท.บุกไทยลุ้นบาทแข็ง32
บจ.ทุบสถิติแจกสูงสุดเป็นประวัติการณ์เลิกฉุกเฉินดึงตปท.บุกไทยลุ้นบาทแข็ง32
บจ.จ่ายเงินปันผลรวม 3.63 แสนล้านบาท ปี 2556 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องปีที่ 6
น.ส.ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 14 มี.ค. 2557 มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศจ่ายเงินปันผลจากผลดำเนินงานปี 2556 แล้ว 376 แห่ง รวม 363,130 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ที่ 3.41% และอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) อยู่ที่ระดับ 46.86% โดย บจ.ในกลุ่มหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงติดอันดับต้นๆ
ทั้งนี้ แบ่งเป็น บจ.ใน SET (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) จำนวน 309 แห่ง จ่ายเงินปันผลรวม 360,145 ล้านบาท และ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 67 แห่ง มูลค่ารวม 2,985 ล้านบาท
“ผลการดำเนินงานของ บจ.เติบโตได้ต่อเนื่อง สวนทางกับราคาหุ้นที่อ่อนตัวลง ทำให้มูลค่าการจ่ายเงินปันผลและอัตราตอบแทนของตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น และมีความโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในอาเซียนและเงินปันผลสูง ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องทางการเงินของ บจ.ไทยด้วย” น.ส.ปวีณา กล่าว
นอกจากนั้น ยังมี บจ.จ่ายเงินปันผลเป็น (Stock Dividend) ด้วย มีทั้งสิ้น 38 แห่ง คิดเป็นมูลค่าหุ้นปันผล ณ ราคาพาร์ 6,603 ล้านบาท
บจ.SET ที่จ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. (PTT) มูลค่า 37,312 ล้านบาท ตามด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) จำนวน 36,123 ล้านบาท บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 23,830 ล้านบาท
สำหรับ บจ.ใน mai พบว่า บริษัท โมโน เทคโนโลยี (MONO) จ่ายเงินปันผลสูงที่สุด 407 ล้านบาท ตามด้วย บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) แจก 160 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ยังมี บจ.หลายแห่งประกาศจ่ายเงินปันผล เช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) แจกอีก 0.50 บาท บริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) จ่ายอีกหุ้นละ 1.904 บาท
ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ก็มีมติยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินตามคาด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19มี.ค. และให้กลับมาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.-30 เม.ย. 2557 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นปิดที่ระดับ 32.15-32.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระพัฒนสิน คาดว่า ในช่วงสั้นมีโอกาสแข็งค่าทดสอบบริเวณ 32 บาทได้
ด้านตลาดหุ้นกลับอ่อนตัวลงสวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ดัชนีปิดที่ระดับ 1,373.08 จุด ลดลง 4.02 บาท ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาตาถึง 41,484 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 2,009 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขายทำกำไรหุ้นที่วิ่งขึ้นแรงก่อนหน้านี้ เพราะคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ลดลง 4 บาท ปิดที่ 193 บาท นอกจากนี้ ต่างชาติยังซื้อตราสารหนี้อีก 3,484 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ CNS คาด ดัชนีหุ้นยังคงมีแรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศพยุงตลาดในช่วง 12 สัปดาห์นี้ ซึ่งนอกจากประเด็นยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ยังมีการทำซื้อเพื่อทำราคาปิด (Window Dressing) งวดไตรมาสแรก
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นไปบริเวณ 1,380-1,400 จุด ยังใช้เป็นระดับขายทำกำไร ลดน้ำหนักลงบางส่วนจาก 65% เหลือ 55% เพื่อลดความเสี่ยงหลังจากพี/อีค่อนข้างแพง และให้เน้นหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวลงต่ำหรือตัวที่กองทุนต่างชาติบางกองติด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และปรับพอร์ตขายในช่วงก่อนหน้าต้องกลับมาซื้อ อาทิบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท ซีพีออลล์ (CPALL) และบริษัท อมตะคอร์ปอเรชัน (AMATA) เด่นสุด







