
สังคมผู้สูงอายุวิกฤตหรือโอกาส(ตอน 3)
“ประสบการณ์คือขุมทรัพย์” (Experience is Golden)
“ประสบการณ์คือขุมทรัพย์” (Experience is Golden)
ฉากสุดท้ายก่อนจบของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดไซไฟชื่อดังเรื่อง “Battleship ยุทธการเรือรบพิฆาตเอเลี่ยน” หนุ่มๆสาวๆ นายทหารเรือประจำกองเรือพิฆาตของสหรัฐ กำลังจะพ่ายแพ้เอเลี่ยนจากต่างดาวที่เข้ามาคุกคามโลกมนุษย์ ณ เวลานั้นในทะเลมีกองเรือพิฆาตของสหรัฐที่ปลดประจำการแล้ว (USS Missouri) ที่มีนาวิกโยธินรุ่นคุณปู่ประจำการอยู่ (ซึ่งท่านๆควรจะเกษียณอายุไปแล้ว) แต่คุณปู่นายทหารเหล่านั้น สามารถสู้รบกับเอเลี่ยนจนได้ชัยชนะด้วยประสบการณ์เก่าที่เต็มไปด้วยเทคนิค “เก๋าๆ” แสดงให้เห็นว่าบางครั้งประสบการณ์การทำงานของผู้สูงอายุที่ผ่านร้อนหนาวมามากมายสามารถควบคุมอารมณ์และแก้ไขสถานการณ์แบบ “เอาอยู่” ได้ดีเยี่ยมกว่าคนรุ่นหนุ่มๆ สาวๆ ที่บางครั้งใช้แต่ความรู้ใหม่แต่อ่อนประสบการณ์ก็เล่นเอาชีวิตไปไม่เป็นเหมือนกัน
บทความตอนสุดท้ายของ Aging Society วิกฤตหรือโอกาสในฉบับนี้จะกล่าวถึงประสบการณ์ของผู้สูงอายุที่ทรงคุณค่ายิ่ง (Experience is Golden) ความเป็นผู้ใหญ่ที่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายมาชั่วชีวิต แม้เมื่อถึงเกณฑ์เกษียณอายุซึ่งบางประเทศก็ 55 ปี บางประเทศก็ 60 ปี ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้ความสามารถของผู้สูงอายุเกษียณตามไปด้วย บางท่านยังแข็งแรงและมีพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ในสมองที่เป็นประโยชน์ต่อรุ่นลูกรุ่นหลานที่ประสบการณ์ในวัยหนุ่มสาวอาจไม่เพียงพอ คนรุ่นใหม่ที่ชาญฉลาดสามารถประยุกต์ความรู้เก่าไปใช้ประโยชน์ได้ในโลกปัจจุบัน แม้ว่าประสบการณ์และองค์ความรู้บางประการที่ผู้สูงอายุมีอยู่นั้นอาจจะล้าสมัยไปบ้างหรือปรับใช้กับโลกปัจจุบันได้ยากขึ้นหากขอความคิดเห็นในฐานะที่ “อาบน้ำร้อนมาก่อน” คนรุ่นใหม่สามารถจะนำไปปรับใช้กับสถานการณ์บางอย่างได้ยามที่ความรู้หรือเครื่องมือในปัจจุบันอาจแก้ไม่ตกเช่นภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านสมุนไพรในอดีตที่ช่วยแก้ไขโรคร้ายบางอย่างหรือการฝังเข็มรักษาโรคทดแทนการใช้เคมีจากยาก็เป็นองค์ความรู้เก่าแทบทั้งสิ้น
“Retired Workforce” พลังของผู้เกษียณอายุ คือ ขุมพลังทรัพยากรมนุษย์แหล่งใหม่ในโลกยุคหน้า นักวิชาการด้านประชากรศาสตร์วิจัยพบว่าการขยายอายุการทำงานวัยเกษียณจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการขาดแคลนแรงงานและแนวโน้มประชากรในวัยทำงานที่ลดลงอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งอาจทำให้ต้องจ้างแรงงานต่างด้าวมากขึ้น
งานวิจัยยังพบว่าการขยายเกณฑ์เกษียณอายุออกไปไม่ได้ทำให้อัตราการว่างงานของวัยหนุ่มสาวอายุ 1529 ปีเพิ่มขึ้น เพราะแนวคิดที่ว่าคนอายุเลย 60 ปีไปแล้ว แต่ยังมีความรู้ความสามารถและมีกำลังในการทำงาน สามารถสร้างผลผลิตเพื่อการพัฒนาประเทศได้ การกำหนดกฎเกณฑ์ให้หยุดทำงานตั้งแต่วัย 60 ปี จะเป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าและสร้างทดแทนได้ยากไม่ทันความต้องการ
ประโยชน์ที่ภาครัฐจะได้จากการขยายเวลาการเกษียณอายุจะทำให้ภาครัฐยังคงเก็บภาษีได้ และช่วยชะลอการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญอีกด้วย แต่ก็จะมีข้อเสียคือ อาจไม่มีตำแหน่งงานว่างให้กับเด็กจบใหม่ และอาจทำให้เด็กจบใหม่ตกงานซึ่งปัญหานี้ปัญหาความไม่สมดุลของการจ้างงานเด็กจบใหม่กับขยายเวลาการเกษียณอายุเป็นเรื่องที่ต้องวิจัยหาจุดสมดุลของปีที่ควรเกษียณอายุต่อไป (ข้อมูลจาก สำนักงาน ก.พ. และกระทรวงการคลัง)
ในมุมมองของผู้เขียนแล้ว การขยายเวลาเกษียณอายุเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้สร้างคุณค่าที่ดีแก่สังคมต่อไป และช่วยลดปัญหาสังคม ตรงกันข้ามหากเกษียณอายุเร็วอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ไม่มีคุณค่าในสังคม เมื่อคิดมากโรคร้ายก็จะตามมา และทำให้เกิดภาวะสังคมผู้สูงอายุที่ไร้ประสิทธิภาพและเป็นภาระสังคม
สิ่งสำคัญในการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณค่าก็คือ ต้องมีสุขภาพดี แข็งแรงและมีสมรรถนะในการทำงานที่ยังใช้สมองบวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาทำงานเพื่อสังคม ต้องเป็นภาระของคนรุ่นหลังให้น้อยที่สุด
การที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนขยายเวลาเกษียณอายุแก่คนไทย จึงเป็นแนวทางช่วยแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุไทยได้อีกหนทางหนึ่ง เพราะหลายๆ ประเทศในโลกนี้อย่างสหราชอาณาจักร เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ก็ได้เตรียมการเรื่องเหล่านี้มาแล้วกว่า 10 ปี ส่วนอาเซียนก็มีสิงคโปร์ที่ผลักดันนโยบายขยายอายุเกษียณจนประสบความสำเร็จ







