RSขอกสทช.เป็นธรรมใช้กฎมัสต์แฮฟกรณีบอลโลก
อาร์เอสวอน กสทช.เป็นธรรมเรื่องกฎมัสต์ แฮฟเพราะประกาศใช้หลังได้สิทธิ์บอลโลก ระบุแผนงานทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกว่าศาลตัดสิน
อาร์เอสวอน กสทช.เป็นธรรมเรื่องกฎมัสต์ แฮฟเพราะประกาศใช้หลังได้สิทธิ์บอลโลก ระบุแผนงานทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกว่าศาลตัดสิน
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า กรณีที่สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาประกาศให้บริษัทบริหารลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ภายใต้ประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (มัสต์แฮฟ)นั้น บริษัทอยากขอความเป็นธรรมไปยัง กสทช. และพร้อมรับคำตัดสินของศาลปกครอง ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล แต่ตอนนี้ศาลยังไม่ตัดสินบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามแผนเดิมที่วางไว้
นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า ก่อนที่บริษัทจะเข้าไปประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 บริษัทได้ศึกษากฎระเบียบและข้อปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่งการที่ กสทช.ออกมาประกาศให้บริษัทปฏิบัติตามกฎ มัสต์ แฮฟ ถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะบริษัทประมูลบอลโลกมาก่อนที่ กสทช. จะประกาศใช้กฎมัสต์ แฮฟ ถือเป็นการประกาศใช้ย้อนหลัง ซึ่งความเป็นจริงกฏดังกล่าวควรมีผลบังคับเหตุการณ์ตอนนี้ หรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวขณะนี้บริษัทได้ยื่นคำร้องจำเป็นเร่งด่วนไปถึงศาลปกครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ศาลเร่งพิจารณาซึ่งภายในวันที่ 1 เม.ย. นี้ ศาลน่าจะมีการพิจารณาคดีออกมา และหากบริษัทกระทำความผิดก็ยินดีปฏิบัติตามคำสังของศาลอย่างเคร่งครัด แต่ขณะนี้ยังไม่มีคำตัดสินออกมาบริษัทยังคงวางแผนการถ่ายทอดการแข่งขันผ่านฟรีทีวี 2 ช่อง คือ ช่อง 7 และช่อง 8 จำนวน 22 แมตซ์ตามแผนเดิม
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจฟุตบอลโลกในขณะนี้ บริษัทยังคงดำเนินงานตามแผนเดิมที่วางไว้ แต่ในส่วนของการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณบอลโลก และการเปิดตัวช่องเวิลด์คัพ ชาแนล จะชะลอการเปิดตัวและทำตลาดออกไปก่อนจนกว่าจะมีคำตัดสินของศาล ซึ่งหากคำตัดสินของศาลปกครองมีคำสั่งไม่ให้ทำตลาดกล่องบอลโลกได้บริษัทก็ยินดีปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับช่องเวิลด์คัพ ชาแนล ที่จะเปิดตัวเข้าทำตลาดเฉพาะกิจถ่ายทอดทุกแมตซ์การแข่งขัน
“เดิมเราวางแผนไว้ว่าหลังจากวางจำหน่ายกล่องบอลโลกจะมียอดขายช่วงการแข่งขันที่ 1 ล้านกล่อง หรือไม่ยอดขายอยู่ที่ประมาณ 100-200 ล้านบาท ซึ่งหากไม่สามารถขายกล่องได้รายได้บริษัทก็จะหายไปเพียง 100-200 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของรายได้ลิขสิทธิ์บอลโลกที่วางไว้ 650 ล้านบาท” นางพรพรรณกล่าว
ทั้งนี้ เป้าหมายรายได้ 650 ล้านบาท เป็นรายได้ที่มาจากการขายโฆษณาให้กับสปอนเซอร์ ซึ่งในส่วนของแพ็คใหญ่ คือ แพลทินั่ม ขณะนี้ได้พันธมิตรครบแล้ว 4 ราย คือ โค้ก เครื่องดื่มช้าง เอไอเอส และ ปตท. ส่วนรายเล็กซึ่งจะมีอีกกว่า 10 ราย ได้เริ่มทยอยขายแพ็คเกจให้กับพันธมิตรรายต่างๆ แล้วเช่นกัน ซึ่งในส่วนของรายได้ดังกล่าวที่วางไว้ถือว่าสูงกว่าลิขสิทธิ์ที่ได้รับเมื่อช่วง 4 ปีก่อนที่มีรายได้ 550 ล้านบาท







