
‘บ้านปู’กางแผนลงทุนนอก
รุกขยายธุรกิจถ่านหินอินโดฯสิงคโปร์จับมือหุ้นส่วนผุดโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์
รุกขยายธุรกิจถ่านหินอินโดฯสิงคโปร์จับมือหุ้นส่วนผุดโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์
“บ้านปู” ลุยขยายลงทุนเหมืองในอินโดนีเซีย หาหุ้นส่วนทำธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เปิดเผยว่า ในปี 2557 บริษัท บ้านปู จะขยายกิจการเหมืองถ่านหิน โดยเน้นในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะพิจารณาแหล่งผลิตใกล้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เช่น ท่าเรือ ถนน โดยอาจจะซื้อเหมืองที่มีอยู่แล้ว หรือเข้าไปร่วมลงทุน
ขณะเดียวกัน ได้พิจารณาลงทุนโครงการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม โดยจะหันไปสู่พลังงานทดแทน ได้แก่ โครงการพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมลงทุนกับทางประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกิจการไฟฟ้าเป็น 35% ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 20%
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งบริษัทเทรดดิ้งในประเทศสิงคโปร์ เพื่อทำตลาดถ่านหินของบริษัทที่ผลิตในออสเตรเลียและอินโดนีเซีย โดยอาจจะตั้งคลังหรือท่าเรือเพื่อผสมถ่านหินให้มีคุณภาพดีขึ้น และส่งไปจำหน่ายในตลาดพรีเมี่ยม เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
ทั้งนี้ แนวทางการลงทุนที่เป็นไปได้มี 2 รูปแบบ ได้แก่ การลงทุนหรือร่วมทุนในท่าเรือที่เป็นศูนย์กลางของตลาดพรีเมี่ยม และการสร้างหน่วยกลางทะเล (Offshore Facilities) ซึ่งจะตัดสินเลือกรูปแบบที่เหมาะสมภายในปีนี้
ปัจจุบัน บ้านปูได้ดำเนินกิจการผสมถ่านเพื่อจำหน่ายไปแล้ว โดยทำที่ท่าเรือในประเทศอินโดนีเซีย และได้ทดลองตลาดไปเมื่อปี 2556 จำนวน 8 แสนตัน แต่ในระยะกลางและระยะยาวจำเป็นต้องเพิ่มการผสมมากขึ้นเพื่อรองรับตลาดในอนาคต
“ปี 2557 เป็นต้นไป เราจะเริ่มลงทุน หลังจากที่ผ่านมาได้ปรับการบริหารฐานการลงทุนของทุกประเทศ และลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีงบลงทุน 358 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ขยายเหมือง ติดตั้งระบบโหลดถ่านหิน ขยายท่าเรือแม่น้ำ ลงทุนไฟฟ้าในจีน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เหลือใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าหงสาที่เสร็จไปแล้วกว่า 78% โดยบริษัทยังมีงบประมาณอีก 600700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ซื้อกิจการถ่านหิน และทำโครงการพลังงานแสงอาทิตย์” นายชนินท์ กล่าว
สำหรับรายได้ปีนี้ ประเมินว่าจะเพิ่มจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากถ่านหิน แบ่งเป็นจากออสเตรเลีย 900 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากอินโดนีเซีย 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และโรงไฟฟ้าที่ประเทศจีน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ







