
‘อุ๋ย’ยันบิ๊กโปรเจกต์ไม่สะดุด
พ.ร.บ.กู้เงิน2ล้านล้านแท้งไม่สะเทือนใช้งบปกติ6ปีได้รางคู่ท่าเรือถนน
พ.ร.บ.กู้เงิน2ล้านล้านแท้งไม่สะเทือนใช้งบปกติ6ปีได้รางคู่ท่าเรือถนน
“หม่อมอุ๋ย” เตือนนักธุรกิจอย่าตระหนก 2 ล้านล้านสะดุด ชี้ใช้งบปกติแค่ 6 ปี ก็เดินหน้าได้
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงโครงการลงทุนพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ว่า แม้จะสะดุดเพราะขัดรัฐธรรมนูญ แต่โครงการลงทุนที่จำเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.22 ล้านล้านบาท น่าจะดำเนินการต่อไปได้ด้วยงบประมาณปกติ ทั้งรถไฟรางคู่ ท่าเรือ ถนนเชื่อมสายต่างๆ โดยจัดสรรงบแต่ละปีไม่ถึง 2 แสนล้านบาท ระยะเวลา 6 ปี ก็สามารถทำได้
นอกจากนี้ การใช้งบประมาณปกติจะเสริมการลงทุนได้ และไม่มีข้อจำกัดด้านงบลงทุนที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของงบประมาณทั้งหมด นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถทำงบกลางปีได้อีก 8 หมื่นล้านบาท รวมทั้ง พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ได้กำหนดว่า หากมีความจำเป็นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% ของงบประมาณแต่ละปี หรือประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท
“ถ้าดูให้รอบจะเห็นว่ามีเงินลงทุนพอใช้ได้ตามช่องทางปกติที่กฎหมายเปิดให้ทำได้ ไม่ต้องใช้ช่องใหม่พิสดารและวินัยการเงินไม่ได้อยู่ที่ว่างบจะสมดุลหรือไม่ แต่อยู่ที่ระดับหนี้สาธารณะเป็นอย่างไร ใช้งบให้มีประสิทธิภาพ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่า นักธุรกิจไม่ควรกังวลมาก เพราะการลงทุนที่จำเป็นนั้น รัฐบาลใดมาก็ต้องดำเนินการ แม้วงเงินจะลดจาก 2 ล้านล้านบาท เพราะตัดส่วน 7.8 แสนล้านบาทที่เป็นรถไฟความเร็วสูง ที่นักการเมืองเติมเข้ามาออกไป เพราะรถไฟความเร็วสูงนั้นเกิดช้าหรือไม่เกิดก็ไม่กระทบ เนื่องจากการขนส่งสินค้านั้นไม่ได้ใช้รถไฟที่เร็ว แต่ใช้รถไฟช้าที่ต้องมีหัวรถจักรที่แรงดีและพ่วงได้ยาวเป็นร้อยตู้ ซึ่งจะทำให้ค่าขนส่งถูกลง
สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า แม้ว่าระดับหนี้จะขยับขึ้นมาบ้าง แต่ ธปท.และธนาคารพาณิชย์ได้ชะลอมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้หนี้ครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้นมาก และหนี้ที่เพิ่มไม่ได้ฉุดการใช้จ่ายในประเทศมากนัก เศรษฐกิจยังพอเดินได้ แต่ถ้าหนี้สูงไปนานๆ ก็อาจจะแย่ลง เพราะไม่มีการลงทุนใหม่
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองขณะนี้ใกล้ยุติแล้ว และถ้าจบได้ก่อนครึ่งแรกปีนี้จะยิ่งดี เพื่อจะได้มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ถ้าปล่อยนานเกิน 6 เดือนไปจะกระทบมากกว่านี้ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มชะลอแล้ว เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ แต่ปีนี้เศรษฐกิจคงไม่แย่ถึงขั้นโตติดลบ







