
ทยอยซื้อก่อนหุ้นขึ้นแรง
....พงศ์ภัทร สิริพิพัฒฯ
SET Index ในช่วงที่ผ่านมายังมีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยปรับตัวลงในปลายสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนจะปรับตัวขึ้นแรงวันจันทร์หลังจากตลาดคลายกังวลเรื่องหนี้สินในยุโรป โดยอียูและไอเอ็มเอฟจัดสรรวงเงินจำนวน 7.5 แสนล้านยูโร เพื่อเข้าแก้ไขปัญหาด้านสภาพคล่องประเทศในแถบยูโร โดยมากจากเงินในส่วนของอียู 5 แสนล้านยูโร และไอเอ็มเอฟ 2.5 แสนล้านยูโร ในส่วนของ อียูจะมีทั้งการซื้อบอนด์ในกลุ่มยูโรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน และรวมไปถึงวงเงินค้ำประกัน ซึ่งโดยรวมแล้วทำให้ตลาดหุ้นในยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นกว่า 7% ในวันจันทร์เช่นเดียวกับตลาดเอเชียส่วนใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 4% ในขณะที่วันอังคารที่ผ่านมาตลาดส่วนใหญ่อ่อนตัวลงบ้างแต่จำกัดการลงมาก คือ ลดลงไม่ถึง 1% แม้ว่าวันจันทร์จะปรับตัวขึ้นแรง ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ยังไม่มีการยกเลิกการชุมนุม และรัฐบาลจะยกเลิกการเจรจาในเที่ยงคืนวันที่ 12 พ.ค.นี้ ทางด้านนักลงทุนต่างประเทศที่เป็นผู้นำการปรับตัวขึ้นลงของตลาด ยังเป็นผู้ขายสุทธิต่อเนื่อง
ปัจจัยภายนอก ความกังวลเรื่องการลุกลามของปัญหาหนี้ในยุโรปคลายตัวลง หลังจากที่อียู และไอเอ็มเอฟได้ประกาศแผนช่วยเหลือมีมูลค่าสูงถึง 7.5 แสนล้านยูโร แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีกำหนดการในการดำเนินการเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ตลาดอาจชะลอในช่วงสั้น โดยในส่วนของการซื้อบอนด์คืนเราค่อนข้างให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะในเรื่องเงื่อนไขของการซื้อไม่ว่าจะเป็น 1.วงเงินในการซื้อว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่ 2.การเริ่มซื้อจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ เนื่องจากการซื้อดังกล่าว
“เท่ากับเป็นการปั้มเงินเข้าสู่ตลาดบอนด์โดยตรง ทำให้สภาพคล่องในตลาดเงินตลาดทุนเพิ่มขึ้น” และเชื่อว่าสภาพคล่องที่เพิ่มเข้ามาในระบบในสุดจะมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์หากปัญหาทางเศรษฐกิจในยุโรปคลี่คลาย ซึ่งหากปริมาณการซื้อบอนด์ (หรือการทำ QE) มีจำนวนมาก จะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดเงินตลาดทุนเพิ่มขึ้นมาก และทำให้ “ในระยะกลางยาว” สินทรัพย์ทางการเงินจะปรับตัวขึ้นแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนส่วนผลกระทบต่อเนื่องจากการอัดฉีดและออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มประเทศในยุโรป คือ 1.การอ่อนค่าของค่าเงินยูโร จากปริมาณเงินยูโรที่เพิ่มขึ้นจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง และทำให้การกระจายเงินลงทุนจะหลีกหนีเงินสกุลยูโรและเข้าสู่เงินในสกุลอื่นแทน เช่น ประเทศในแถบเอเชียหรืออเมริกาในระยะยาว 2.การ Carry Trade ในสกุลเงินยูโร จากแนวโน้มที่ค่าเงินยูโรยังคงมีโอกาสอ่อนค่าลงจากการทำ QE และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทำให้การ Carry Trade ในยูโรเพื่อยังเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องเพื่อเข้าสู่เงินสกุลอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 3.ความกังวลทางด้านการเฟ้อในสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งก่อนหน้าที่ทางอียูจะประกาศมาตรการช่วยเหลือออกมา ตลาดก็มีความกังวลต่อการเฟ้อของสินทรัพย์ทางการเงินในระดับหนึ่งอยู่แล้ว (ซึ่งการเฟ้อยังไม่ทันได้กระจายตัวลงสู่ระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปในคำจำกัดความของเงินเฟ้อ) จากการอัดฉีดเงินจำนวน 8 แสนล้านเหรียญของสหรัฐในการแก้ปัญหาซับไพรม์ การออกมาตรการของอียูเพิ่มเข้ามาในจำนวนเงินเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ความกังวลต่อการเฟ้อของสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้มีการกระจายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่สามารถปกป้องเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างทองคำ เป็นต้น
ทางด้านสหรัฐเองได้เตรียมตัวกลับมาเป็นศูนย์กลางของสกุลเงินโลกอีกครั้ง หลังจากที่ศูนย์เสียไปในช่วงเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงในปีที่แล้ว โดยได้มีการเปิดตั้ง Swap Line ของเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องของสกุลเงินเหรียญสหรัฐในตลาดโลก ส่งผลให้แนวโน้มเงินเหรียญสหรัฐน่าจะโดดเด่นท่ามกลางสกุลเงินหลักอีกครั้ง หลังสูญค่าไปมากช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 25512552
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในระยะสั้นของตลาดยังคงมีอยู่ หลังจากที่บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเป็นไปได้ของการลดอันดับเครดิตของโปรตุเกสลง ซึ่งหากมีการปรับลดอันดับเครดิตสู่ระดับ
“ขยะ” จะทำให้ผลประกอบการของธนาคารในยุโรปได้รับผลกระทบจากตั้งสำรองจากการถือบอนด์ซ้ำเติมจากการตั้งสำรองของบอนด์ในกรีซ ตลอดจนไปถึงการได้รับผลกระทบจากการบันทึกราคาตลาดของตราสารหนี้ ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางด้านการเมืองที่ยังไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่า และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยยอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา หากนับที่เริ่มซื้อสุทธินับตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.เป็นต้นมา ยังคงมียอดซื้อสุทธิเหลืออีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจจะยังพร้อมที่จะขายหากยังไม่เห็นสัญญาณในประเทศที่ดีขึ้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำเป็นเชิงตั้งรับช่วงอ่อนตัวลง เนื่องจากคาดว่าในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงอยู่บ้างจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นแรงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากปริมาณสภาพคล่องที่จะอัดฉีดเข้ามาจากอียู และในที่สุดจะกระจายเข้าสู่ตลาดเงินตลาดทุนโลก โดยแนวรับหลักจะอยู่ที่ 750 และ 735 จุด







