
ทีวีไดเร็คนำทัพเอสเอ็มอีบุกโฮมช็อปปิ้ง
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
หนึ่งในกลยุทธ์ทางธุรกิจสำคัญที่ทำให้เอสเอ็มอีมีโอกาสสร้างยอดขายและเข้าถึงลูกค้า คือ การมีช่องทางจำหน่ายสินค้าหลากหลายและครอบคลุม สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงผู้บริโภค และสื่อที่เข้าถึงผู้บริโภคได้จำนวนมากในเวลาพร้อมกัน คือ โทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น เพราะกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทีวีดิจิตอลที่จะพลิกโฉมสื่อโทรทัศน์ของประเทศไทยทั้งหมด
“พงษ์ชัย ชัญมาตรกิจ” ผู้อำนวยการฝ่ายขายผ่านโทรทัศน์ บริษัท ทีวี ไดเร็ค เปิดเผยว่า การมีทีวีดิจิตอล 48 ช่อง และเป็นช่องธุรกิจ 24 ช่อง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้ผู้บริโภคสนใจรับชมสื่อโทรทัศน์เพิ่มมากขึ้น และทีวี ไดเร็ค มีแผนเข้าไปทำรายการโฮมช็อปปิ้งร่วมกับช่องบริการธุรกิจที่ประมูลได้แล้วจำนวน 10 ช่อง
ขณะเดียวกัน เป็นโอกาสสำคัญให้แก่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ไทย ที่สามารถเข้ามาร่วมมือกับทีวี ไดเร็ค นำเสนอสินค้าและขยายช่องทางทำตลาดใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าอุปโภคบริโภค หมุนเวียนจำหน่ายมากกว่า 2,000 รายการ
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย ทำการจับคู่ทางธุรกิจกับเอสเอ็มอี ได้พันธมิตรโดยเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 20 บริษัท เป็นธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งจิวเวลรี เครื่องประดับ เครื่องใช้ในบ้าน และอาหารเสริม เป็นต้น ล่าสุดได้เข้าร่วมโครงการ “Post Today K SME Expo 2014” ชื่อตอนว่า “Mega Business Matching” มหกรรมการจับคู่ทางธุรกิจครั้งใหญ่ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 23 เม.ย.นี้ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว
ระหว่างธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ถือเป็นโอกาสสำคัญให้เอสเอ็มอีได้ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเช่นกัน
สินค้าที่สามารถจับคู่ธุรกิจ และทำตลาดผ่านทีวี ไดเร็ค ได้ประสบความสำเร็จ จะต้องมีกลยุทธ์ดังนี้ คือ แนวคิดของสินค้าที่ชัดเจน มีเรื่องราว ความเป็นมาของสินค้า และสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของสินค้าให้ลูกค้ารับรู้ได้ และถูกใจผู้บริโภค ที่สำคัญสินค้าต้องมีคุณภาพดี
ส่วนสินค้าที่ทำตลาดไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสินค้าไม่มีเรื่องราว คุณภาพของสินค้าไม่ดี และสินค้านำเสนอได้ไม่ตรงใจผู้บริโภค และการนำเสนอสินค้าขาดแรงบันดาลใจสื่อไปถึงลูกค้า นำเสนอสินค้าไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่รับชม
ปัจจุบัน ทีวี ไดเร็ค มีช่องทางจำหน่าย 4 รูปแบบ 1.ทีวีดาวเทียม ผ่านรายการโฮมช็อปปิ้ง จำนวน 3 ช่อง มีกลุ่มผู้ชมรายการมากกว่า 16 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ และพบว่า ในปัจจุบัน ช่องทางทีวี ดาวเทียมมียอดขายเติบโตดีต่อเนื่อง2.ฟรีทีวี มีรายการโฮมช็อปปิ้ง รวม 3 รายการ ผ่านช่อง 5, 7 และโมเดิร์นไนน์ ที่จะออกอากาศในเวลา 24.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน 3.สื่อออนไลน์ หรือเว็บไซต์ของบริษัท 4.แค็ตตาล็อกสินค้าต่างๆ ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่มทั่วประเทศอย่างหลากหลาย
นอกจากนี้ ยังได้รุกธุรกิจโฮมช็อปปิ้งไปในประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซีย ด้วยการซื้อเวลาออกอากาศรายการโฮมช็อปปิ้งในแต่ละประเทศ และในปีนี้จะขยายไปในประเทศพม่า
ลักษณะการวางจำหน่ายสินค้าผ่านโฮมช็อปปิ้งจะหมุนเวียนไป เปรียบเสมือนการวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า หากสินค้าที่สร้างยอดขายได้ดีก็จะสามารถวางจำหน่ายได้ต่อเนื่อง หากไม่ดีก็ต้องเปลี่ยนออกไป โดยที่ผ่านมาบริษัทได้แนะนำแนวทางพัฒนาสินค้าให้แก่ผู้ผลิตและเอสเอ็มอี ทั้งด้านการตลาด กลยุทธ์ การพัฒนาสินค้าร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น และวางจำหน่ายได้ระยะยาว
สำหรับสินค้าที่สร้างยอดขายได้ดี คือ 1.ความงาม 2.เครื่องครัว และ 3.เครื่องใช้ในบ้าน โดยยอดซื้อสินค้าของลูกค้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2,800-3,000 บาทต่อคน จากฐานลูกค้ารวม 2.6 ล้านราย ซึ่งรายได้ของบริษัทในปีที่ผ่านมา มียอดขายมากกว่า 2,000 ล้านบาท
พงษ์ชัย กล่าวย้ำว่า เอสเอ็มอีไทยที่มีสินค้าคุณภาพดี มีเอกลักษณ์ของสินค้าที่โดดเด่น หากสามารถพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง และสร้างยอดขายเติบโตสูง ก็มีโอกาสจะไปขยายตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะผ่านสื่อโทรทัศน์ที่ทำให้ลูกค้าจากทั่วอาเซียนรู้จักสินค้าไทยได้ในเวลาไม่กี่วินาที







