posttoday
Financial Planning : คุณโกหกตัวเองหรือเปล่าเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงลงทุนที่สามารถยอมรับได้

Financial Planning : คุณโกหกตัวเองหรือเปล่าเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงลงทุนที่สามารถยอมรับได้

17 มีนาคม 2557

การหารือเรื่องความเสี่ยงส่วนมากจะขึ้นอยู่กับสองคำถาม และหลายครั้งสองคำถามนี้มักจะได้ถูกใช้สลับกัน

การหารือเรื่องความเสี่ยงส่วนมากจะขึ้นอยู่กับสองคำถาม และหลายครั้งสองคำถามนี้มักจะได้ถูกใช้สลับกัน

คำถามที่ 1 คุณสามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่าไร

คำถามที่ 2 คุณควรจะเสี่ยงมากเท่าไร

คำตอบสำหรับคำถามที่ 1 จะไม่เหมือนคำตอบสำหรับคำถามที่ 2 เสมอไป ถึงแม้ว่านักวางแผนการเงินส่วนใหญ่มักจะสรุปให้คำตอบเหมือนกัน คำถามที่ 1 เกี่ยวกับระดับความอดทนต่อความเสี่ยง กล่าวคือ คุณรู้สึกสบายใจแค่ไหนเมื่อเห็นว่าพอร์ตกำลังสูญเสียอย่างรุนแรง แต่อยากจะเสี่ยงก็ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะเสี่ยง และนี่คือที่มาของคำถามที่ 2 เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ความอดทนต่อความเสี่ยงถูกใช้เป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาส่วนประกอบของพอร์ต แต่ในความเป็นจริงมีอยู่สามปัจจัยที่ควรจะนำมาพิจารณาการลงทุนระยะยาว กล่าวคือ ความอดทนต่อความเสี่ยง ความสามารถด้านการเงินต่อความเสี่ยง และความเสี่ยงที่เหมาะสมที่สุด (Optimal risk)

ความอดทนต่อความเสี่ยง เป็นการวัดความสมัครใจในการยอมรับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่อาจจะสูงขึ้น คนที่มีความอดทนสูงถือว่ามีความมั่นใจสูงและพร้อมที่จะสูญเสียทุนเพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่วนคนที่มีความอดทนต่ำหรือผู้ที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง จะเป็นนักลงทุนที่ใช้ความระมัดระวัง โดยจะเน้นการปกป้องทุน

ทั้งสองประเภทไม่ใช่นักลงทุนในอุดมคติ คนที่มีความอดทนต่อความเสี่ยงสูงจะเลือกลงทุนในสิ่งที่มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนสูงถึงแม้ว่ามีโอกาสจะสูญเสียสูง นักลงทุนประเภทนี้จะไม่ขายหุ้นในช่วงตลาดปรับตัวชั่วคราว แต่ในเวลาเดียวกันนักลงทุนที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงมักจะตื่นตระหนกและขายหุ้นผิดเวลา ในทางกลับกัน คนที่มีความอดทนสูงมักจะมองหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงถึงแม้ว่าจะได้ผลตอบแทนไม่มากนักก็ตาม

ตัวอย่างคือ สมชายและสมศรีทำงานเป็นพนักงานร้านค้า ทั้งสองคนรับเงินเดือนเท่ากัน และมีทางเลือกด้านวิชาชีพสำหรับอนาคตเท่ากัน ทั้งสองคนอายุ 38 ปี เพราะฉะนั้นจะมีโอกาสระยะยาวเท่ากัน สมชายเป็นคนชอบพนันม้า ทำให้เขาสามารถรับการสูญเสียได้ถึงแม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินในอนาคต ในทางกลับกัน สมศรีเป็นคนที่ระมัดระวัง เธอพยายามออมเงินและไม่ชอบที่จะใช้เงินสำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็น

ต่างคนต่างมีความอดทนต่อความเสี่ยงที่แตกต่างกันมาก พอร์ตของสมชายอาจประกอบด้วยการลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงถึงแม้ว่าเขาเป็นแค่พนักงานร้านค้าและไม่สามารถจะรับความสูญเสียอย่างมากได้ ส่วนพอร์ตของสมศรี ซึ่งต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อาจจะประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น ถึงแม้ว่าเงินต้นจะยังอยู่แต่เธอก็จะได้รับผลตอบแทนที่ไม่แตกต่างจากการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง และก็อาจจะปรับตัวไม่ทันอัตราเงินเฟ้อได้ หากทั้งสองคนเลือกที่จะลงทุนตามความอดทนต่อความเสี่ยงของตน ผลที่ได้รับจะไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งสอง

ในกรณีนี้แผนการลงทุนที่เหมาะสมควรจะอยู่ระหว่างสองตัวอย่างเบื้องต้น ความอดทนต่อความเสี่ยงของคุณจะเป็นตัววัดว่าจะสามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่าไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอัตราความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยการประเมินความเสี่ยงที่สองที่ควรจะทำต่อไป

ความสามารถที่จะรับความเสี่ยง เมื่อเรานำปัจจัยความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการลงทุน มีอยู่สองคุณสมบัติที่ต้องนำมาใช้ หนึ่งคือจิตวิทยา ที่เรียกกันว่า ความอดทนต่อความเสี่ยง ซึ่งเราได้พูดถึงแล้ว อีกคุณสมบัติจะเกี่ยวข้องกับความสามารถทางการเงินหรือความสามารถที่จะรับความเสี่ยง ลองมาดูถึงผลกระทบต่อนักลงทุนสามคนที่มูลค่าพอร์ตลดลง 50%

• ชาตรี อายุ 76 ปี และเคยได้รายได้หลายพันล้านในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรม สินทรัพย์ของเขาประเมินมูลค่าได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท

• สมบัติ มีอายุปลายๆ 55 มีครอบครัวที่เขาต้องอุปถัมภ์และกำลังย่างเข้าสู่การเกษียณ

• บุรินทร์ มีอายุ 20 ปี และเพิ่งจะเริ่มชีวิตการลงทุน โดยมีทุนรวมอยู่ที่ 5 หมื่นบาท

การขาดทุนถึงร้อยละ 50 จะทำให้ชาตรีมีสินทรัพย์เหลือ 5,000 ล้านบาท ถึงแม้ว่าเขาจะโกรธต่อความสูญเสียดังกล่าว แต่เขาก็ยังมีเงินพอที่จะซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้ บุรินทร์ก็ยังมีความสามารถที่จะรับการสูญเสียได้เช่นกัน เขายังมีเวลาอีกหลายปีที่จะเก็บเงินและลงทุนก่อนที่จะต้องคำนึงถึงการเกษียณ ในเวลาเดียวกันสมบัติไม่มีเงินพอที่จะรับความเสี่ยงได้ เขามีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูและมีเวลาน้อยกว่า 5 ปีก่อนที่จะเกษียณ การที่มูลค่าพอร์ตลดลงร้อยละ 50 จะส่งผลกระทบมาก

ความสามารถที่จะรับความเสี่ยงทางการเงินจะวัดได้หลายแบบ ซึ่งรวมถึงระยะเวลา สภาพคล่อง มูลค่าของนักลงทุนและรายได้ คนที่ต้องการสภาพคล่องสูงเช่นต้องสามารถเรียกใช้เงินได้ทุกเมื่อ ก็จะถูกจำกัดในอัตราความเสี่ยงที่สามารถรับได้ บุคคลเหล่านี้จะต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนที่อาจจะมีผลตอบแทนที่ดี แต่ไม่มีสภาพคล่องตามที่ต้องการ เมื่อระยะเวลายาวขึ้น ความสามารถในการรับความเสี่ยงก็มากขึ้นจากการแกว่งตัวของตลาดในระยะสั้นมีความสำคัญลดลง

สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงและมีทรัพย์สินมากก็สามารถลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพราะยังมีรายได้เช่นเดียวกันนักลงทุนที่มีอายุและทุนน้อยก็รับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากมีเวลาการลงทุนที่ยาว สามารถรอการปรับลดของตลาดในระยะสั้นให้ผ่านไปได้โดยไม่ต้องถอนทุนก่อนที่ตลาดจะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งก็จะนำเราไปสู่ปัจจัยการประเมินความเสี่ยงที่สามที่เหมาะสมสำหรับพอร์ตการลงทุน

ความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างกันมากจากปัจจัยทั้งสองเป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวนักลงทุน แต่ความเสี่ยงที่เหมาะสมเป็นการสร้างพอร์ตที่มีประสิทธิภาพเหมาะที่สุดต่อความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่เหมาะสมของพอร์ตมาจากทฤษฎีพอร์ตสมัยใหม่ (Modern Portfolio Theory) ปัจจัยสำคัญของทฤษฎีนี้คือ นักลงทุนพยายามที่จะจำกัดอัตราความเสี่ยงในเวลาเดียวกันก็ต้องการเพิ่มผลตอบแทนที่จะได้รับให้มากที่สุด ในทฤษฎีนี้จะเป็นการผสมผสานกันของกลุ่มหลักทรัพย์ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นจุดเมื่อหน่วยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจะได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือเป็นจุดที่คุณจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดในการลงทุนด้วยความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด ดังปรากฏในเส้นความเหมาะสมที่เรียกว่า Efficient Frontier ความเข้าใจของปัจจัยทั้งสามจะช่วยให้นักลงทุนจัดพอร์ตที่มีความเสี่ยงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละสถานการณ์

ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท