
ทุนต่างชาติขนเงินลงใต้แห่ตั้งโรงงาน
ธปท.เผยชาติเอเชียขนเงินลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตในภาคใต้สัดส่วนสูงถึง 37%
ธปท.เผยชาติเอเชียขนเงินลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตในภาคใต้สัดส่วนสูงถึง 37%
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ นำเสนอบทความ “FDI ให้อะไรกับเศรษฐกิจใต้” ว่า จากเงินลงทุนโดยตรง(เอฟดีไอ)ล่าสุดในเดือน ม.ค.ปีนี้ ที่มีมูลค่า 1,905 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.15 หมื่นล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะประเทศในเอเชียที่ลงทุนในภาคใต้ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์รายงาน พบว่ามูลค่าเงินลงทุนโดยตรงเข้ามาในอุตสาหกรรมการผลิตสัดส่วนมากที่สุด 37%
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมหลักของภาคใต้ เน้นการแปรรูปสินค้าขั้นต้น ได้แก่ การแปรรูปยางพารา อาหารทะเลกระป๋อง อาหารทะเลแช่แข็ง และการสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เนื่องจากเป็นแหล่งวัตถุดิบทางการเกษตรและการประมง รองลงมาคือ การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 24% ถัดมาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์มีสัดส่วน 15% ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 13% กิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 3% และการลงทุนอื่นๆ 8%
สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ มีส่วนช่วยให้ธุรกิจในภาคใต้ได้รับผลประโยชน์ในการได้เรียนรู้เทคโนโลยีจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการผลิตย่อมส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งธุรกิจในท้องถิ่นโดยเฉพาะรายย่อยมักไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเองได้จึงมักอาศัยการลงทุนจากต่างชาติเป็นแหล่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดต่อไป
นอกจากนี้ ยังช่วยให้แรงงานได้เรียนรู้ทักษะการผลิตหรือการจัดการทำให้พัฒนาทรัพยากรบุคคล มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีโครงข่ายการผลิต ทำาให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นลักษณะเครือข่ายอุตสาหกรรมแนวดิ่ง อาทิ การสร้างโรงงานผลิตวัตถุดิบเพื่อจ่ายให้กับบริษัทฯแม่ และการเพิ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปลายน้ำ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ จำแนกได้ 5 ประเภท คือ 1.การลงทุนใหม่และนำเงินทุนเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง 2. การนำผลกาไรจากการลงทุนในประเทศนั้นเพื่อการลงทุนเพิ่ม 3.การกู้ยืมเงินจากบริษัทแม่จากประเทศต้นทางหรือจากบริษัทในเครือจากนอกประเทศ เข้ามายังประเทศปลายทางเพื่อลงทุน 4.การควบรวมกิจการกับบริษัทต่างประเทศ และ 5.การได้รับสัมปทาน
ทั้งนี้ ธปท.รายงานข้อมูลเอฟดีไอของทั้งประเทศ ล่าสุดในเดือนม.ค.ปีนี้ พบว่า มีมูลค่า 1,905 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.15 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ระดับ 32.30 บาท/เหรียญสหรัฐ เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เอฟดีไอติดลบ 105 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 3,391 บาท ขณะที่ในภาพรวมการลงทุนภาคเอกชนในเดือนม.ค.ปีนี้ขยายตัวติดลบ 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดีหากเทียบกับเดือนก่อนหน้าการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นเล็กน้อย คือ ขยายตัวติดลบ 0.3% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวติดลบ 1%







