
กรุงไทยเกาะติดหนี้รายย่อย
แค่2เดือนเอ็นพีแอลพุ่งแตะ2.6% ธปท.ชี้แบงก์พาณิชย์แห่รัดเข็มขัดสินเชื่อ
แค่2เดือนเอ็นพีแอลพุ่งแตะ2.6% ธปท.ชี้แบงก์พาณิชย์แห่รัดเข็มขัดสินเชื่อ
กรุงไทยหวั่นรายย่อยส่อหนี้เสียเพิ่ม ส่งเจ้าหน้าที่ประกบช่วยทันทีถ้าค้างจ่ายนานเกิน 2 เดือน
นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารพบว่าระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อย (SSME) ที่ใช้วงเงินกับธนาคารไม่เกิน 20 ล้านบาท มีการปรับตัวขึ้นจาก 2.3% เป็น 2.6% นอกจากนี้ยังเริ่มมีการชำระล่าช้าเกิน 30 วันและมีปัญหาเช็คเด้งเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลและสะท้อนว่าผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มมีปัญหาด้านสภาพคล่อง
“เรามีลูกค้ากลุ่มเอสเอสเอ็มอีในพอร์ตประมาณ 1 แสนล้านบาท สิ่งที่กลัวคือ หนี้จัดชั้นพิเศษจะไหลไปเป็นหนี้เสียเพิ่ม ทำให้ตอนนี้ถ้าลูกค้ารายใดที่ค้างชำระเกิน 2 เดือน ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปพบเพื่อให้ความช่วยเหลือ ซึ่งจะมีทั้งการขยายระยะเวลาตั๋วพี/เอ็น ให้ ถ้าเป็นสินเชื่อมีระยะเวลาก็อาจยืดหนี้ ให้ชำระดอกเบี้ยอย่างเดียวหรือให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนโดยขึ้นอยู่กับกรณี” นายเวทย์ กล่าว
ด้าน นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อใหม่ของภาคธนาคารพาณิชย์ในช่วงนี้มีการระมัดระวังมากขึ้นเนื่องจากมีความเป็นห่วงต่อคุณภาพหนี้ หรือเกรงว่าระดับหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ธนาคารดำเนินการอย่างระมัดระวังในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
“การไม่ผ่านโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ถึงจะทำให้ราคาที่ดินปรับลดลง ก็ไม่ได้มีผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับลดลง โดยข้อมูลสินเชื่อที่ธนาคารให้กับผู้ประกอบการ (พรีไฟแนนซ์) ณ ธ.ค. 2556 ยังขยายตัวได้ 18% เทียบกับเดือน ธ.ค. 2555 ที่ขยายตัว 9.8% ส่วนสินเชื่อที่ปล่อยกู้แก่ประชาชนรายย่อย (โพสต์ไฟแนนซ์) เดือน ธ.ค. 2556 ขยายตัว 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 11.7%” นางรุ่ง กล่าว
อย่างไรก็ตาม โฆษก ธปท.ยืนยันว่าในเบื้องต้นนั้น ระดับหนี้เสียไม่ได้เพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง และในส่วนของการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 1 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือน ก็ยังไม่เพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับน่ากังวลเช่นกัน ขณะที่สภาพคล่องของภาคธุรกิจพบว่าตึงตัวขึ้นบ้างโดยยังอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง แต่หากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มได้เล็กน้อย และน่าจะช่วยส่งผลดีต่อภาคต่างประเทศและการท่องเที่ยวของไทย







