
สถานการณ์ SME
สถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ช่วงนี้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านเข้ามากระทบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
สถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ช่วงนี้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านเข้ามากระทบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ออกมาเปิดเผยยอดจัดตั้งและยกเลิกกิจการ SMEs เดือน ม.ค. 2557 พบว่ามีกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่จำนวน 5,317 ราย ลดลงจากเดือนเดียวกันของปี 2556 คิดเป็น 35% แต่เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวเพิ่มขึ้น 83% โดยประเภทกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัย ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ และขายส่งวัสดุก่อสร้าง
ถือเป็นเรื่องปกติที่ยอดจดทะเบียนกิจการใหม่เดือน ม.ค. จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.ของปี ซึ่งจะมีจำนวนกิจการที่ยกเลิกค่อนข้างสูง แต่อัตราเพิ่มขึ้นถึง 83% สะท้อนให้เห็นว่ายอดยกเลิกกิจการในเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมามีสูงมาก
ส่วนการจดทะเบียนยกเลิกกิจการมีจำนวน 1,420 ราย ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปี 2556 คิดเป็น 18% แต่เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา หดตัวลง 69% ประเภทกิจการที่มีการยกเลิกมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ การขายสลากกินแบ่ง ก่อสร้างอาคารไม่ใช่ที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพื่อพักอาศัย ขนส่งและขนถ่ายสินค้า และให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ
ขณะที่รากฐานส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาจากเกษตรกร ชาวนา ซึ่งอย่างที่ทราบว่าปัญหาจากการไม่ได้รับเงินจำนำข้าวของชาวนากำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังกิจการที่เกี่ยวข้อง ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นร้านค้าเกี่ยวเนื่องกับการเกษตรได้รับผลกระทบไปด้วย
แม้ว่าผลกระทบต่อเอสเอ็มอีขณะนี้จะยังไม่รุนแรงนัก แต่ได้เริ่มเห็นสัญญาณว่าบางรายไม่กล้าลงทุนต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดจดทะเบียนและยกเลิกกิจการที่เกิดขึ้นในเดือน ม.ค. อันนี้เฉพาะข้อมูลของ สสว.ที่เก็บได้ แต่เชื่อว่ามีเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบและจำต้องปิดกิจการมากกว่านี้แน่นอน
โดยเฉพาะหากการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไป และไม่ได้รับการแก้ไข เชื่อว่าสถานการณ์ของธุรกิจจะยิ่งได้รับผลกระทบมากกว่า หนักหนา กว่านี้







