
‘วรวรรณ’ชี้ถึงเวลาลุยซื้อหุ้น
คาดการเมืองจบภายในครึ่งปีแรกบัวหลวงชู2กอง‘ปัจจัย4เฮลท์แคร์’
คาดการเมืองจบภายในครึ่งปีแรกบัวหลวงชู2กอง‘ปัจจัย4เฮลท์แคร์’
“วรวรรณ” สั่งลุยได้เวลาซื้อหุ้น เกาะกระแสเมืองขยายเออีซี ชู 2 กองทุน “ปัจจัย 4โกลบอลเฮลท์แคร์”
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือเป็นเป็นจังหวะเหมาะสมที่จะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศจะจบลงภายในครึ่งแรกของปีนี้
“ในปี 2556 เราแนะนำให้ตั้งรับ หลังจากเดือน เม.ย. 2556 เคยประเมินไว้ว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มปรับฐาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการปรับฐานนานถึง 68 เดือน เนื่องจากการบริโภคในประเทศเริ่มมีปัญหา แต่ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเตรียมรุก โดยไม่ต้องให้ตลาดปรับเพิ่มขึ้นไปก่อนแล้วถึงเข้าลงทุน” นางวรวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ นางวรวรรณแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มสำคัญในอนาคต (เมกาเทรนด์) ได้แก่ การขยายตัวของชุมชนเมือง การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาว
“การลงทุนต้องมองไปข้างหน้า มองไปไกลๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ แทนที่จะกังวลกับการขึ้นลงของราคาหุ้นเป็นรายวัน ซึ่งหากเราลงทุนตามแนวโน้มหลักนี้ โดยเลือกบริษัทที่จะเป็นผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะทำให้เรามองการลงทุนไกลมากขึ้น” นางวรวรรณ กล่าว
พร้อมกันนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ยังกล่าวถึงแนวคิดในการเลือกหุ้นของ บลจ.บัวหลวง สำหรับปี 2557 คือ บริษัทที่มีตราสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน มีความโปร่งใส และได้ประโยชน์จากเออีซี
“เราต้องเตรียมรุกในทุกพอร์ตโฟลิโอของกองทุนให้สอดคล้องนโยบายกองทุนและแนวโน้มของเมกาเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในราคาที่ไม่แพง และแม้ว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองลากยาวไปถึงครึ่งหลังของปีที่จะทำให้ทุกคนเจ็บกันหมด แต่เมกาเทรนด์ก็จะยังคงอยู่” นางวรวรรณ กล่าว
นอกจากนี้ นางวรวรรณ ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่โครงการ 2 ล้านล้านบาทที่ถูกยกเลิก แต่ปัญหาอยู่ที่การไม่มีรัฐบาล ซึ่งทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งให้มีรัฐบาลใหม่ภายในกลางปีนี้
นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการกองทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า เมกาเทรนด์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นและรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์คือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ และการแพทย์ รวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวกับสุขภาพ
“แม้ว่าที่ผ่านมาการบริโภคในประเทศจะดูเหมือนชะลอตัวลงไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้หายไปไหน เพราะคนเราต้องกินต้องใช้เหมือนเดิม นอกจากนี้ การเข้าลงทุนในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสดีกว่าไปรอซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นไปมากแล้ว” นายพีรพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มนี้จะมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) จะซื้อขายกันอยู่ที่ 20 เท่าแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเฮลท์แคร์ในต่างประเทศที่ขึ้นไปถึง 26 เท่า แต่เมื่อประเมินแล้วพบว่ายังมีความสามารถในการทำกำไร และมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ยังลงทุนได้
ทั้งนี้ บลจ.บัวหลวง มี 2 กองทุนที่มีนโยบายลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเมกาเทรนด์ คือ กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (BBASIC) จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 และกองทุนบัวหลวงโกลบอลเฮลท์แคร์ (BCARE) ลงทุนในหุ้นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพในต่างประเทศ







