
เมเจอร์ตีโจทย์มุ่งเพิ่มมูลค่าสื่อ
โดย...จะเรียม สำรวจ
โดย...จะเรียม สำรวจ
จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ประกอบกับบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป หันมาขยายโรงภาพยนตร์ในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ส่งผลให้แผนการดำเนินธุรกิจด้านสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ต้องปรับตัวเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่เลือกนำมาใช้คือการผนึกกำลังกับค่ายหนังในเครือ เพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์
นิธิ พัฒนภักดี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ของบริษัทนับจากนี้
จะไม่ใช่แค่การขายสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่จะหมายถึงการทำกิจกรรมทางการตลาด การทำแคมเปญการตลาด และการทำซีอาร์เอ็มร่วมกับพันธมิตร
เหตุผลที่ทำให้บริษัท เมเจอร์ฯ ต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจให้มีความครบวงจร ส่วนหนึ่งเกิดจากการคุยกับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการสื่อสารตัวสินค้าให้เข้าถึงตัวผู้บริโภคที่มากกว่าการทำโฆษณา ประกอบกับปัจจุบัน บริษัท เมเจอร์ฯ มีโรงภาพยนตร์ที่เปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจได้ จึงทำให้เกิดแนวคิดการบริหารพื้นที่ที่มากกว่าการขายโฆษณา
ปัจจุบัน บริษัท เมเจอร์ฯ มีโรงภาพยนตร์ในเครือที่เปิดให้บริการอยู่ที่ประมาณ 487 โรง ใน 70 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจากจำนวนโรงภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ทำให้มีแนวคิดในการสร้างภาพยนตร์เป็นของตัวเอง เพื่อให้การกำหนดทิศทางการตลาดทำได้ง่ายขึ้น ด้วยปัจจัยดังกล่าวในปีนี้ บริษัท เมเจอร์ฯ จึงประกาศแผนสร้างภาพยนตร์ของตัวเองจำนวน 15 เรื่อง ผ่านค่ายหนังในเครือ 3 บริษัท
“ภาพรวมของตลาดตอนนี้กำลังเปลี่ยน เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ขณะที่ตัวเราเองก็มีจำนวนโรงหนังเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราต้องปรับตัวเพื่อหาโอกาสที่ดีขึ้นจากจำนวนโรงหนังที่เพิ่มขึ้น ด้วยการใส่คอนเทนต์ของเราเองเข้าไป สิ่งนั้นก็คือ การจับมือร่วมกับค่ายหนังในเครือร่วมกันทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย” นิธิ กล่าว
ค่ายหนังที่บริษัท เมเจอร์ฯ จับมือร่วมกันทำกิจกรรมทางการตลาดในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย เอ็มพิคเจอร์ส เอ็มเทอร์ตี้ไนน์ และทาเลนต์ 1 ซึ่งรูปแบบของการทำการตลาดร่วมกันจะเน้นการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุด ทั้งในโรงภาพยนตร์และนอกโรงภาพยนตร์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจดจำภาพลักษณ์ของสินค้า
“ข้อดีของสื่อโรงหนัง คือ เราสามารถบอกลูกค้าได้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมภาพยนตร์ในแต่ละโรงว่าเป็นใคร ซึ่งสิ่งดังกล่าวทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเมื่อเข้ามาซื้อโฆษณาหรือทำกิจกรรมการตลาด โดยในส่วนของเครื่องมือทางการตลาดที่บริษัทเตรียมไว้คอยบริการลูกค้าก็จะมีทั้งสื่อโฆษณาบนจอภาพยนตร์ โฆษณาบนจอวิดีโอ บริเวณโถงชั้นล่างในสาขา โฆษณาบนป้ายโฆษณาพลิกได้ 3 หน้า โฆษณาบนจอพลาสมา โฆษณาบนเมนู บอร์ด และโฆษณาบนสื่อกลางแจ้ง” นิธิ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีบริการทำกิจกรรมการตลาดผ่านมูฟวี่ มาร์เก็ตติ้ง กับค่ายหนังทั้ง 3 ค่าย ตั้งแต่การร่วมโปรโมทหนัง การวางแบรนด์ เอกซ์คิวชั่น ในภาพยนตร์ การวางแผนส่งเสริมการขายร่วมกับภาพยนตร์ ซึ่งสามารถนำเสนอผ่านภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมไปถึงการทำตลาดแบบอินทิเกรทสื่อออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
“ตอนนี้เราอยู่ในช่วงของทรานฟอร์ม คือทำอย่างไรให้ของที่มีอยู่ในมือนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้เราไม่ได้ขายสื่อโฆษณาอย่างเดียวแล้ว แต่หมายถึงการทำกิจกรรม การทำซีอาร์เอ็ม สิ่งดังกล่าวถือเป็นโจทย์ที่เราต้องตีให้แตกเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อลูกค้า” นิธิ กล่าว
หลังจากออกมาปรับแผนการดำเนินงานดังกล่าว บริษัท เมเจอร์ฯ คาดหวังว่า สิ้นปีนี้น่าจะมีรายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,047 ล้านบาท เป้าหมายดังกล่าวถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภาพรวมตลาด ซึ่งปีนี้คาดการณ์กันว่าภาพรวมของธุรกิจโฆษณาน่าจะยังคงชะลอตัวเหมือนกับปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.46 แสนล้านบาท







